ค้นหา  ·  หัวข้อเรื่อง  ·  เข้าระบบ  ·  เผยแพร่เรื่อง
                      สมัครสมาชิก  

หนังสือใหม่

ผลงานล่าสุด
ของ อ.ฟารีด เฟ็นดี้


อีซีกุโบร์



พิธีกรรมยอดฮิตติดอันดับของเมืองไทย อิซีกุโบร์ พิธีกรรมเซ่นสังเวยดวงวิญญาณ วิเคราะห์เจาะลึกถึงที่มาพร้อมวิเคราะห์หลักฐาน คนกินข้าว ผีกินบุญ จริงหรือ ?

อุศ็อลลี



เหนียตและการตะลัฟฟุซแตกต่างกันอย่างไร แสดงที่มาของการกล่าวอุศ็อลลี แจงเหตุที่มาและบทวิเคราะห์ทางวิชาการ

ซัยยิดินา



การเพิ่มซัยยิดินาในศอลาวาต เป็นฮะดีษศอเฮียะห์จริงหรือ แจงเหตุที่มาและบทวิเคราะห์ทางวิชาการ

การยกมือตั๊กบีร
ระหว่างสองสุญูด




การยกมือตั๊กบีรระหว่างสองสุญูด เป็นซุนนะห์จริงหรือ วิเคราะห์หลักฐานที่กล่าวกันว่าท่านนบีกระทำเป็นบางครั้งจริงหรือไม่

วะบิฮัมดิฮี



หลักฐานการอ่านวะบิฮัมดิฮีในรุกัวอ์และสุญูดถูกต้องหรือ เชคอัลบานีว่าเป็นฮะดีษ ศอเฮียะห์จริงหรือไม่ พิสูจน์หลักฐานตามศาสตร์ของฮะดีษ เพื่อคุณจะได้มีคำตอบแก่ตัวเอ

วาญิบต้องศอลาวาต
ในตะชะฮุดแรกหรือ




ชี้แจงมุมมองของเชคอัลบานี ที่ตกทอดสู่เมืองไทย ถ้าไม่อ่านศอลาวาตในตะชะฮ์ฮุดแรกละหมาดใช้ไม่ได้ หากลืมก็ต้องสุญูดซะฮ์วี จริงหรือ อ่านวิเคราะห์หลักฐานทางวิชาการ เพื่อคุณจะได้มีคำตอบแก่ตัวเอง

รู้ทันชีอะฮ์



เผยกลลวงของชีอะห์ในการดึงมุสลิมออกจากอิสลาม
ตอบโต้ข้อกล่าวหา,ใส่ร้าย,ประณามศอฮาบะห์

ติดต่อและสั่งซื้อได้ที่
คุณยะอ์กู๊บ น้อยนงค์เยาว์
084 0004619


รวมวิดีโอ

>>..ดูทั้งหมด..<<


เมนูหลัก

 บริการหลัก
หน้าแรก
ถามตอบ
ติดต่อสอบถาม
แนะนำบอกต่อ
ค้นหา
แสดงสถิติ
ผลสำรวจ
ยอดฮิตติดอันดับ
 บริการสมาชิก
รายนามสมาชิก
เข้าระบบ(สมัครสมาชิก)
 บริการข่าวสาร
 บริการอื่นๆ
ดาวน์โหลด
วิดีโอบรรยาย
ห้องแสดงภาพ
ฮะดีษแปลไทย


บทความรายวิชา








วิเคราะห์ข้อขัดแย้ง

  ศอฮาบะห์กางเต้นท์อ่านอัลกุรอานบนกุโบร์หรือ
  อัลกอมะห์กับแม่
  อิสลามเปลี่ยนวันใหม่ตอนมักริบไม่ใช่เที่ยงคืน
  เฝ้ากุโบร์ไม่ฮะราม..หรือ
  วิพากษ์หลักฐานเรื่องทำกุรบานให้คนตาย
  ถือศีลอดสิบวันแรกเดือนซุ้ลฮิจญะห์เป็นฮะดีษศอเฮียะห์หรือไม่
  วันที่ 9 ซุ้ลฮิจญะห์ที่ไม่มีอะรอฟะห์
  มีหลักฐานห้ามไหม
  กล่าวเท็จต่อท่านนบีว่า ท่านอ่านอัลกุรอานในกุโบร
  วิพากษ์หลักฐานการอ่านอัลกุรอานที่กุโบร์ ตอนที่ 3 คำรายงานที่ถูกต้องจากอิบนิอุมัร

[ดูเรื่องทั้งหมด]

บทความทั่วไป

  ทำบุญประเทศ
  เมื่อโลกหยุดหมุน
  ผีแม่ซื้อ
  ประเพณีการแต่งงานของมุสลิมภาคใต้
  อาซูรอ 10 มุฮัรรอม กับตำนานกวนซุฆอ
  เมาตาคือใคร
  ...ทาส... ตอนที่ 2
  ...ทาส... ตอนที่ 1
  เผยอะกีดะห์กลุ่มดะอ์วะห์ ตอนที่ 2
  เผยอะกีดะห์กลุ่มดะอ์วะห์ ตอนที่ 1

[ดูเรื่องทั้งหมด]

เหมือนหรือต่าง

ภาพเปรียบเทียบระหว่างพิธีการทรมานตนเองของชาวชีอะฮ์ อิหม่าม 12 ในวันที่ 10 มุฮัรรอมของทุกปี กับม้าทรงของศาลเจ้าสามกอง ในงานประจำปี จ.ภูเก็ต


ชีอะฮ์อิหม่ามสิบสอง

ม้าทรงศาลเจ้าสามกอง

ชีอะฮ์อิหม่ามสิบสอง

ม้าทรงศาลเจ้าสามกอง

ชีอะฮ์อิหม่ามสิบสอง


เวบลิ้งค์

มรดกอิสลาม
อัซซุนนะห์
ซุนนะห์ไซเบอร์
ชมรมวะรอซะตุซซุนนะฮฺ แนวร่วมมุสลิมต่อต้านรอฟิเฏาะ - ร่วมต่อต้านวันนี้ หรือจะรอให้สายเกินไป



อย่าให้กะลิมะห์ชะฮาดะห์ของผู้ใดมาล่อลวงเรา




               เมื่อหลายปีก่อน ความรู้เกี่ยวกับอันตรายของลัทธิชีอะฮ์ถูกจำกัดอยู่ในวงแคบๆ ผู้คนทั่วไปยังเข้าใจว่า ชีอะห์คือมัซฮับหนึ่งในอิสลาม ฉะนั้นการที่ใครสักคนหนึ่งพูดว่า ชีอะห์ไม่ใช่อิสลาม ดูจะเป็นคำพูดที่สังคมมุสลิมรับไม่ได้ในขณะนั้น และแน่นอนว่าข้อโต้แย้งย่อมจะตามมาเช่น



“ไปว่าเขาเป็นกาเฟรได้อย่างไร เพราะเขามีกะลิมะห์ชะฮาดะห์”

              
ถ้าผู้พูดประโยคนี้เป็นชีอะห์ก็พอทำเนา เพราะเขาต้องแก้ตัวแก้ต่างให้กับตนเองอยู่แล้ว แต่ที่น่าแปลกก็คือ คำพูดนี้ออกจากปากของผู้รู้ซุนนะห์บางคนที่พูดด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ หรือต้องการรักษาแนวร่วมที่ว่ากันว่า แสวงจุดร่วมสงวนจุดต่าง จึงกลายเป็นว่า ซุนนะห์(บางคน) ออกรับแทนหรือเถียงแทนชีอะฮ์นั่นเอง ทำให้เกิดเหตุการณ์นัดเคลียร์กันหลายครั้งหลายครา และชีอะฮ์ก็เผยแพร่ลัทธิของเขากันอย่างเพลิดเพลินโดยมีซุนนะห์บางคนเป็นกันชนให้ก็ด้วยกับพูดที่ว่า “ไปว่าเขาได้อย่างไร เขามีกะลิมะห์”

               ฉะนั้นที่ผ่านมา เราได้เสียเวลามามากพอแล้ว และกว่าที่ความรู้เรื่องอันตรายของลัทธินี้จะแพร่กระจายไปสู่สังคมมุสลิมในวงกว้างก็ต้องใช้เวลาหลายปีทีเดียว

               แต่เป็นที่น่ายินดีว่า ปัจจุบันความรู้เกี่ยวกับอันตรายของลัทธินี้ได้แพร่กระจายสู่สังคมมุสลิมมากขึ้น ทั้งทางเวบไซต์ ทางวิทยุ วารสาร การบรรยาย และฯลฯ ทำให้คนทั่วไปได้มีภูมิรู้ที่จะป้องกันตนเองและครอบครัวมิให้ถลำไปสู่ลัทธินี้ได้โดยง่าย




               และเมื่อความรู้เรื่องอันตรายของลัทธินี้แพร่กระจายออกไป ทำให้บางคนที่เคยได้เขยหรือสะใภ้ที่เป็นชีอะฮ์ ต่างก็กังวลว่าลูกสาวหรือลูกชาย และหลานๆของตัวเองจะตกอยู่ในสภาพของกาเฟร บางท่านก็ด้วยความเป็นห่วงญาติพี่น้องที่แต่งงานอยู่กินกับชีอะฮ์ แล้วต่างคนต่างถือ คือสามีเป็นซุนนะห์แต่ภรรยาเป็นชีอะฮ์ หรือภรรยาเป็นซุนนะห์แต่สามีเป็นชีอะฮ์ สถานภาพการเป็นสามีภรรยาของคู่นี้จะเป็นเช่นไร เพราะคนหนึ่งเป็นมุสลิมแต่อีกคนหนึ่งเป็นกาเฟร และลูกๆของเขาจะอยู่ในสถานะใด คำถามเหล่านี้ประดังเข้ามาที่ผมอย่างไม่ขาดสาย
แม้ว่าที่ผ่านมาบางท่านจะหลงตามคำพูดหว่านล้อมที่สวยหรูของชีอะฮ์ที่ว่า เราเป็นพี่น้องกัน,เราเหมือนกัน,ไม่มีซุนนีย์ไม่มีชีอะฮ์ แล้วในที่สุดลูกหลานมุสลิมก็เดินไปเข้ารีตลัทธินี้โดยที่เราเองก็ไม่ได้ทักท้วงก็ตาม แต่วันนี้ท่านก็มีโอกาสที่จะนำตัวท่านและครอบครัวของท่านกลับสู่สัจธรรม และยังมีโอกาสที่จะเป็นผู้ปกป้องศาสนาอิสลามตามกำลังความสามารถที่ท่านมี

กะลิมะห์พอที่จะยืนยันในการเป็นมุสลิมหรือไม่

               ขอทำความเข้าใจเกี่ยวกับคำว่า “เขามีกะลิมะห์ชะฮาดะห์” เป็นเบื้องแรกก่อน เพราะไม่เช่นนั้นแล้ว คำพูดนี้จะหลอกหลอนมุสลิมไม่รู้จบ แล้วก็ปล่อยให้มุสลิมเดินออกจากอิสลามไปทีละคนสองคน และเราจะลำดับเหตุการณ์ตั้งแต่คนมีกะลิมะห์ชะฮาดะห์ในยุคนบี ที่พวกเขาไม่ได้เป็นมุสลิม ดังนี้

               ในขณะที่ท่านนบีและเหล่าซอฮาบะห์อพยพออกจากนครมักกะห์สู่นครยัสริบ (ปัจจุบันถูกเรียกว่า นครมะดีนะห์) ซึ่งเป็นฐานที่มั่นของยิวหลายตระกูล เช่นบะนีกุรอยเซาะห์,บนีนะดีร,บนีมุสฏอลิก,บนีกอยนุกอ์ แต่โดยส่วนใหญ่แล้วพวกเขามารับอิสลามกับท่านนบี นอกจากนายอับดุลลอฮ์ อิบนิอุบัย อิบนิซะลูน กับพรรคพวก รวมจำนวน 12 คน ที่ยังคงตั้งตนเป็นศัตรู และหาโอกาสที่จะขึ้นมามีอำนาจในนครยัสริบ แต่พวกเขาก็ไม่สามารถต้านทานพลังมวลชนที่หลั่งไหลไปศรัทธาต่อท่านนบีได้ จนในที่สุดพวกเขาก็ประกาศรับอิสลามโดยไม่เต็มใจ
ท่านฮุซัยฟะห์ บิน ยะมาน ได้รายงานว่า

عَنِ الَنبِىِ صَلىَ اللهُ عَليْهِ وَسَلَّمَ قَالَ فِي أصْحَابِي اِثْنَاعَشَرَ مُنَافِقًا مِنْهُمْ ثَمَانِيَة ٌ
لا يَدْخُلُوْنَ الجَنَّةَ حَتَّى يَلِجَ الجَمَلُ فِي سَمِّ الخِيَاطِ


ท่านนบี ศ็อลล็อลลอฮุอลัยฮิวะซัลลัมได้กล่าวว่า (ผู้ที่แฝงมา) “ในหมู่ซอฮาบะห์ของฉันจำนวน 12 คน ที่เป็นพวกหน้าไหว้หลังหลอก ในพวกเขามีอยู่แปดคนที่จะไม่ได้เข้าสวรรค์ จนกว่าอูฐจะสามารถรอดรูเข็มได้” บันทึกโดยอิหม่ามอะห์หมัด ฮะดีษเลขที่ 22229 และอิหม่ามมุสลิม เลขที่ 4983

               ในฮะดีษข้างต้นนี้มิใช่เป็นคำรับรองจากท่านนบีว่า บรรดาผู้หน้าไหว้หลังหลอกจำนวน 12 คนนั้นเป็นซอฮาบะห์ของท่านด้วย แต่พวกเขาอำพรางตนเองแฝงร่างอยู่ในคราบของซอฮาบะห์ ซึ่งท่านนบีได้ให้ฉายาแก่พวกเขาว่า ซุ้ลวัจฮัยนี่ มีความหมายว่า พวกสองหน้า
ท่านอบูฮุรอยเราะห์ได้รายงานว่า ท่านนบี ศ็อลล็อลลอฮุอลัยฮิวะซัลลัม ได้กล่าวว่า

وَتَجِدُوْنَ شَرَّ النَاسِ ذَا الوَجْهَيْنِ الَّذِيْ يَأتِى هَؤُلاءِ بِوَجْهٍ وَيَأتِي هَؤُلاءِ بِوَجْهٍ

“และพวกท่านทั้งหลายจะได้พบมนุษย์ที่เลวที่สุดที่เป็นพวกสองหน้า คือผู้ซึ่งที่มาหาพวกนี้ด้วยหน้าหนึ่ง และมาหาพวกนี้ด้วยอีกหน้าหนี่ง” บันทึกโดยท่านอิหม่ามบุคคอรี ฮะดีษเลขที่ 3234

               คือหน้าหนึ่งแสดงออกถึงการเป็นมุสลิม และอีกหน้าหนึ่งแสดงออกถึงการเป็นกาเฟร ขึ้นอยู่กับว่าพวกเขาอยู่กับพวกใด พรองค์อัลลอฮ์ได้ทรงกล่าวว่า

وَاِذَا لَقُوا الَّذِيْنَ آمَنُوا قَالُوا آمَنَّا وَاِذَا خَلَوا اِليَ شَيَاطِيْنِهِمْ قَالُوا اِنَّا مَعَكُمْ اِنَّمَا نَحْنُ مُسْتَهْزِءُوْنَ

“และเมื่อพวกเขาได้เจอกับบรรดาผู้ศรัทธา พวกเขาจะกล่าวว่า พวกเราได้ศรัทธาแล้ว และเมื่อพวกเขาได้อยู่กับบรรดาผู้โฉดชั่วในหมู่พวกเขา พวกเขาก็จะกล่าวว่า แท้จริงพวกเรายังคงอยู่กับพวกท่าน แต่พวกเราเป็นผู้เย้ยหยันพวกเหล่านั้น” ซูเราะห์อัลบะกอเราะห์ อายะห์ที่ 14

               เหล่ามุนาฟิกีนจำนวน 12 คนที่มีนายอับดุลลอฮ์ อิบนิอุบัย อิบนิซะลูน เป็นหัวโจกท์นี้มิได้เป็นซอฮาบะห์ของท่านนบี และยิ่งกว่านั้นคือพวกเขามิได้รับสถานะของการเป็นมุสลิมอีกด้วย ท่านผู้อ่านอาจจะสงสัยว่า พวกเขาไม่ได้เป็นมุสลิมได้อย่างไรในเมื่อพวกเขามี กะลิมะห์ซะฮาดะห์ สิ่งนี้เป็นข้อกังขาของบรรดาผู้คนในบ้านเราเสมอมา ซึ่งอยากจะทำความเข้าใจอย่างนี้ว่า การอีหม่านของคนเรานั้นประกอบไปด้วย 3 ประการคือ
               1 – ศรัทธาจากหัวใจ
               2 – กล่าวปฏิญาณยืนยันด้วยคำพูด (เท่าที่สามารถ เช่นคนใบ้หรือคนลิ้นไก่สั้นก็เป็นมุสลิมได้แม้จะกล่าวปฏิญาณยืนไม่เป็นภาษาหรือกล่าวไม่ชัดก็ตาม)
               3 – พฤติกรรมการปฏิบัติจะต้องสอดค้องกับคำสอนไม่สวนทางกับคำปฏิญาณ

               ทั้ง 3 ประการข้างต้นนี้ถูกรวมเรียกว่า อีหม่าน หรือการศรัทธา ส่วนในข้อแรกคือ ศรัทธาจากหัวใจนั้น ผู้คนทั่วไปไม่สามารถที่รู้ได้ นอกจากพระองค์อัลลอฮ์ แต่คำพูดและการปฏิบัติในข้อที่ 2 และ 3 นั้นจะเป็นสิ่งที่บ่งชี้สถาภาพของการเป็นมุสลิม ฉะนั้นบางคนอาจจะออกจากศาสนา (ตกมุรตัด) ด้วยคำพูด หรือบางคนอาจะออกจากศาสนา (ตกมุรตัด) ด้วยการกระทำก็ได้ แต่ถ้าในกรณีที่คำพูดและการกระทำของเขาแย้งกัน เช่นคำพูดแสดงตนเป็นมุสลิม แต่การกระทำแสดงออกถึงความเป็นกาเฟร ถ้าเช่นนี้เราตัดสินที่พฤติกรรมของเขาคือ เขาเป็นกาเฟร
พระองค์อัลลอฮ์ได้ทรงกล่าวว่า

وَمِنَ النَاسِ مَنْ يَقُوْلُ آمَنَّا بِاللهِ وَبِاليَوْمِ الآخِرِ وَمَا هُمْ بِمُؤْمِنِيْنَ

“จะมีคนอยู่ส่วนหนึ่งที่พวกเขาจะกล่าวว่า พวกเราศรัทธาต่ออัลลอฮ์และเชื่อในวันอาคิเราะห์แล้ว หากแต่พวกเขามิได้เป็นหนึ่งในบรรดาผู้ศรัทธา” ซูเราะห์อัลบะกอเราะห์ อายะห์ที่ 8

               ข้างต้นนี้คือบุคคลที่ปากยืนยันในการเป็นมุอ์มิน แต่พระองค์อัลลอฮ์ได้ทรงชี้สถานภาพของพวกเขาว่าไม่ได้เป็นมุอ์มิน ทั้งนี้ก็ด้วยพฤติกรรมของเขาที่แสดงออกมา ดังได้กล่าวแล้วข้างต้น (ย้อนกลับไปดูความหมายของซูเราะห์อัลบะกอเราะห์ อายะห์ที่ 14 ที่ได้แสดงไว้ก่อนหน้านี้ )
               นอกจากนั้นพระองค์อัลลอฮ์ยังได้นำเอาพฤติกรรมของพวกเขามาตีแผ่ให้ฟังในอัลกุรอานอีกหลายอายะห์ เช่นในซูเราะห์อัลมุนาฟิกูน ว่า

اِذَا جَاءَكَ المُنَافِقُوْنَ قَالُوا نَشْهَدُ اِنَّكَ لَرَسُوْلُ اللهِ وَاللهُ يَعْلَمُ اِنَّكَ لَرَسُوْلُهُ وَاللهُ يَشْهَدُ اِنَّ المُنَافِقِيْنَ لَكاَذِبُوْنَ

“เมื่อพวกตีสองหน้ามาหาเจ้า พวกเขากล่าวว่า เราปฏิญาณว่า ท่านคือรอซูลของอัลลอฮ์ แต่อัลลอฮ์รู้ดีว่า เจ้าคือรอซูลของพระองค์ และอัลลอฮ์ยืยันว่า แท้จริงพวกสองหน้านั้นมดเท็จ” ซูเราะห์อัลมุนาฟิกูน อายะห์ที่ 1

اِتَّخَذُوا اَيْمَانَهُمْ جُنَّةً فَصَدُّوا عَنْ سَبِيْلِ اللهِ اِنَّهُمْ سَاءَ مَا كَانُوا يَعْمَلُوْنَ

“พวกเขาได้เอาการสาบานมาเป็นเกราะป้องกันตน แล้วขัดขวางแนวทางของอัลลออ์ แท้จริงพวกเขาช่างชั่วช้าเหลือเกินในสิ่งที่พวกเขาได้กระทำ” ซูเราะห์อัลมุนาฟิกูน อายะห์ที่ 2

               จากที่ได้กล่าวมานี้เป็นสิ่งที่ยืนยันได้เป็นอย่างดีว่า คำปฏิญาณยืนยันแต่เพียงลมปากอย่างเดียวยังไม่เพียงพอต่อการชี้สถานะภาพของเขาว่าเป็นมุสลิม หากพฤติกรรมของเขามันสวนทางกัน และเมื่อพวกเขาไม่ได้รับสถานภาพมุสลิมตอนมีชีวิตอยู่ เขาไม่ได้เป็นมุสลิมตอนตายด้วย
               พระองค์อัลลอฮ์ได้ทรงกล่าวว่า

وَلاَ تُصَلِّ عَلىَ أحَدٍ مِنْهُمْ مَاتَ أبَداً وَلاَ تَقُمْ عَلى قَبْرِهِ اِنَّهُمْ كَفَرُوا بِاللهِ وَرَسُوْلِهِ وَمَاتُوا وَهُمْ فَاسِقُوْنَ

“และเจ้าอย่าได้ละหมาดให้คนใดในหมู่พวกเขาที่ตายเป็นอันขาด และอย่าได้ยืนที่หลุมศพของเขา เพราะพวกเขาปฏิเสธอัลลอฮ์และรอซูลของพระองค์ และพวกเขาได้ตายไป ขณะที่พวกเขาเป็นคนชั่ว” ซูเราะห์อัตเตาบะห์ อายะห์ที่ 84

               พฤติกรรมของบรรดาผู้ตีสองหน้านี้อันตรายยิ่งนัก ตั้งแต่สร้างมัสยิดขึ้นมาเพื่อหลอกล่อนบีและเหล่าซอฮาบะห์ไปสังหาร, กล่าวหาใส่ร้ายท่านนบีว่าเอาลูกสะใภ้มาเป็นเมีย, กล่าวหาท่านหญิงอาอิชะห์ว่ามีชู้, เยาะเย้ยถากถางท่านนบี, และฯลฯ (อ่านข้อมูลเพิ่มเติมจากหนังสือเรื่อง “มุนาฟิก” โดยอาจารย์ฟารีด เฟ็นดี้)

               หลังจากท่านนบีเสียชีวิตไป ท่านอบูบักร์ได้ขึ้นมาดำรงตำแหน่งคอลีฟะห์ ขณะนั้นมีอาหรับชนบทเริ่มแข็งข้อไม่ยอมจ่ายซะกาต ท่านอบูบักร์จึงได้สั่งจัดทัพเพื่อกำราบคนกลุ่มนี้ แต่ก็ถูกคัดค้านจากท่านอุมัร ซึ่งเหตุการณ์ในครั้งนี้ท่านอบูฮุรอยเราะห์ได้รายงานว่า

فَقَالَ عُمَرُ رَضِىَ اللهُ عَنْهُ كَيْفَ تُقَاتِلُ النَاسَ
وَقدْ قَالَ رَسُوْلُ اللهِ صَلىَ اللهُ عَليْهِ وَسَلَّمَ أُمِرْتُ أنْ أُقَاتِلَ النَاسَ حَتَّى يَقُوْلُوا لاَ اِلهَ اِلاَّ اللهُ
فَمَنْ قَالَهَا عَصَمَ مِنِّي مَالَهُ وَنَفْسَهُ اِلاَّ بِحَقِّهِ وَحِسَابُهُ عَلىَ اللهِ فَقَالَ وَاللهِ لأُقَاتِلَنَّ مَنْ فَرَّقَ
بَيْنَ الصَلاةِ وَالزَكاَةِ فَاِنَّ الزَكاةَ حَقُّ المَالِ وَاللهِ لَوْ مَنَعُوْنِي عَنَاقًا كانُوا يُؤَدُّوْنَهَا اِلى
رَسُوْلِ اللهِ صَلى اللهُ عَليْهِ وَسَلَّمَ لَقَاتَلْتُهُمْ عَلى مَنْعِهَا قَالَ عُمَرُ رَضِيَ اللهُ عَنْهُ فَوَاللهِ
مَا هُوَ اِلاَّ أَنْ قَدْ شَرَحَ اللهُ صَدْرَ أَبِيْ بَكْرٍ رَضِيَ اللهُ عَنْهُ فَعَرَفْتُ أنَّهُ الحَقُّ


ท่านอุมัรได้กล่าวว่า ท่านจะต่อสู้กับคนเหล่านั้นได้อย่างไร เพราะท่านรอซูลุลลอฮ์ ศ็อลล็อลลอฮุอลัยฮิวะซัลลัมได้เคยกล่าวว่า “ฉันถูกใช้ให้ต่อสู้กับผู้ที่เป็นภัย จนกว่าเขาจะกล่าว ลาอิลาฮ่าอิ้ลลัลลอฮ์ และผู้ใดที่กล่าวคำนี้ ก็เป็นที่ต้องห้ามแก่ฉันซึ่งทรัพย์สินของพวกเขาและชีวิตของพวกเขา นอกจากสิทธิ์อันชอบธรรม และบัญชีของเขามี ณ.ที่อัลลอฮ์” ท่านอบูบักร์ตอบว่า ขอสาบานต่ออัลลอฮ์ ฉันจะต้องต่อสู้กับพวกเขาอย่างแน่นอน ผู้ที่ยอมรับละหมาดแต่ปฏิเสธซะกาต เพราะซะกาตก็คือสิทธิ์อันชอบธรรมของทรัพย์สินนั้น ขอสาบานต่ออัลลอฮ์ แม้ว่าพวกเขาปฏิเสธที่จะจ่ายลูกแพะที่เคยจ่ายให้แก่ท่านรอซูลุลลอฮ์ ศ็อลล็อลลอฮุอลัยฮิวะซัลลัม ฉันก็จะต้องต่อสู้กับพวกเขาเมื่อพวกเขาปฏิเสธ ท่านอุมัรได้กล่าวว่า ขอสาบานต่ออัลลอฮ์ มันไม่ใช่อื่นใดเลยนอกจากพระองค์อัลลอฮ์จะได้เปิดใจให้แก่ท่านอบูบักร์ และฉันก็รู้ว่า นั่นคือความถูกต้อง” บันทึกโดยท่านอิหม่ามบุคคอรี ฮะดีษเลขที่ 1312

               ฮะดีษข้างต้นนี้ชี้ให้เห็นว่า การจะเป็นมุสลิมไม่เพียงพอด้วยคำยืนยันแต่ปากเพียงอย่างเดียว ตราบใดที่เขาปฏิเสธข้อบัญญัติศาสนาเรื่องหนึ่งเรื่องใดก็ตาม ถือว่าเขาได้สิ้นสภาพจากการเป็นมุสลิมแล้ว

               ต่อมาเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่เมืองบัศเราะห์ (ปัจจุบันอยู่ทางตอนใต้ของประเทศอิรัค) ซึ่งท่านยะห์ยา บุตรของ ยะอ์มัร ได้รายงานว่า
               “คนแรกที่กล่าววิจารณ์ในเรื่องการกำหนดสภาวการณ์ของอัลลอฮ์ ณ.เมืองบัศเราะห์ก็คือ มะอ์บัด อัลญุฮันนี่ย์ (เป็นคนรุ่นตาบีอีน) ฉันและอับดุลเราะห์มาน อัลฮิมัยรี่ย์ จึงได้เดินทางมาทำฮัจญ์และอุมเราะห์ โดยเราหวังว่าจะได้พบกับซอฮาบะห์ของท่านรอซูลุ้ลลอฮ์ สักคนหนึ่ง เพื่อเราได้ถามเขาถึงสิ่งที่พวกเหล่านั้นได้วิพากษ์วิจารณ์กันอยุ่ในเรื่องการกำหนดสภาวการณ์ ขณะที่เราอยู่ในมัสยิดนั้น ท่านอับดุลลอฮ์ อิบนิอุมัร ได้เข้ามา เราจึงได้กรูเข้าไปหาเขา โดยที่คนหนึ่งอยู่ทางด้านซ้าย และอีกคนหนึ่งอยู่ทางด้านขวา และเพื่อนของฉันก็ส่งสัญญาณให้ฉันเป็นผู้ถามท่านอับดุลลอฮ์ ฉะนั้นฉันจึงได้เอ่ยถามว่า โอ้พ่อของอับดุลเราะห์มานเอ๋ย ( หมายถึงท่านอับดุลเลาะห์อิบนิอุมัร) ที่เมืองของเรานั้นมีผู้คนได้อ่านอัลกุรอานกัน แล้วก็วิเคราะห์วิจารณ์กันเอง แล้วยะห์ยาก็เล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นที่เมืองบัศเราะห์ให้ท่านอับดุลลอฮ์ฟังว่า พวกเหล่านั้นอ้างว่า อัลลอฮ์มิได้กำหนดสิ่งใดๆไว้นอกจากเรื่องเหล่านั้นมันได้เกิดขึ้นเป็นปัจจุบัน ท่านอับดุลลอฮ์ตอบว่า

فَاِذَا لَقِيْتَ أُوْلئِكَ فَأَخْبِرْهُمْ أَنِّي بَرِيءٌ مِنْهُمْ وَأنَّهُمْ بُرَءاءٌ مِنِّي وَالَّذِي يَحْلِفُ بِهِ عَبْدُ اللهِ بْنُ عُمَرَ
لَوْ أَنَّ لأَحَدِهِمْ مِثْلَ أُحُدٍ ذَهَبًا فََأ نْفَقَهُ مَا قَبِلَ اللهُ مِنْهُ حَتَّى يُؤْمِنَ بِالقَدْرِ َ


“ถ้าเมื่อใดที่ท่านเจอกับพวกเขา ก็บอกพวกเขาด้วยว่า ฉัน (อับดุลลอฮ์ อิบนิอุมัร) บริสุทธิ์จากความเชื่อของพวกเขา และพวกเขาก็ไม่เกี่ยวข้องใดๆกับฉัน ขอสาบานต่อ (อัลลอฮ์) ผู้ซึ่งที่อับดุลลอฮ์ บุตรของอุมัร ยืนกรานสาบานต่อพระองค์ แม้พวกเขาจะมีทองประหนึ่งดังภูเขาอุฮุด แล้วก็บริจาคมันไป อัลลอฮ์ก็จะไม่รับการบริจาคนั้นจนกว่าพวกเขาจะเชื่อเรื่องการกำหนดสภาวการณ์” บันทึกโดยอิหม่ามมุสลิม ฮะดีษเลขที่ 1

               ข้างต้นนี้เป็นเหตุการณ์ที่ก่อกำเนิดกลุ่ม ก็อดรียะห์ โดยมีนายมะอ์บัด อัลญุฮันนี่ย์ เป็นแกนนำ พวกเขาปฏิเสธเรื่องกอฏอ-กอดัร โดยอ้างว่า อัลลอฮ์มิได้รู้เหตุการณ์ล่วงหน้า และมิได้กำหนดสิ่งใดๆไว้ล่วงหน้าเช่นเดียวกัน และท่านอับดุลลอฮ์ อิบนุอุมัร เมื่อทราบเรื่องก็ได้ชี้สถานะของคนกลุ่มนี้ว่า มิใช่มุสลิม จนกระทั่งพวกเขาบริจาคทองเป็นภูเขาเหล่ากา อัลลอฮ์ก็จะไม่รับการบริจาคนั้น และนี่ก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของคนที่มีกะลิมะห์แต่สิ้นสภาพจากการเป็นมุสลิม

               อาจจะมีบางท่านกล่าวว่า การให้ข้อหาผู้อื่นด้วยคำว่า “กาเฟร” นี้เป็นที่ต้องห้ามเพราะท่านนบีบอกว่า

لايَرْمِي رَجُلٌ رَجُلاً بِالفُسُوْقِ وَلاَ يَرْمِيْهِ بِالكُفْرِ اِلاَّ ارْتَدَّتْ عَليْهِ اِنْ لَمْ يَكُنْ صَاحِبُهُ كَذَلِكَ

“คนหนึ่งจะไม่ใส่ร้ายอีกคนหนึ่งด้วยความชั่ว และจะไม่ใส่ร้ายเขาด้วยข้อหากาเฟร นอกจากข้อหานั้นมันจะย้อนกลับสู่ตัวเขาเอง หากผู้ถูกใส่ร้ายมิได้เป็นเช่นนั้น” รายงานโดยอบูซัรริน อัลฆิฟารีย์ บันทึกโดยอิหม่ามบุคคอรี ฮะดีษเลขที่ 5585

               ในฮะดีษข้างต้นนี้ท่านนบีได้ใช้คำว่า يرمي  ซึ่งในทางภาษาโดยทั่วไปหมายถึง ขว้าง แต่การขว้างใส่ผู้อื่นด้วยคำพูดนี้ แปลเป็นไทยว่า ใส่ร้าย นั่นคือการให้ข้อหาผู้อื่นด้วยความเท็จ เช่นการกล่าวหามุสลิมคนหนึ่งว่าเป็นคนฟาสิก ทั้งๆที่เขามิได้เป็นเช่นนั้น หรือการกล่าวหามุสลิมว่าเป็นกาเฟร ทั้งๆที่เขามิได้เป็นเช่นนั้น อย่างนี้แหละคือความหมายของคำว่า يرمي ที่แปลว่าใส่ร้าย
               แต่การพูดตามสภาพความเป็นจริง เช่นคนที่ตกมุรตัด ตามการตัดสินของท่านอบูบักร์ต่อพวกปฏิเสธการจ่ายซะกาต หรือการตัดสินของท่านอับดุลลอฮ์ อิบนิอุมัร ต่อกลุ่มก็อดรียะห์ที่ปฏิเสธเรื่องกอฏอ-กอดัร นั้นมิใช่เป็นการใส่ร้าย แต่เป็นการตัดสินตามสภาพความเป็นจริง

               ฉะนั้นการพูดความจริงว่า
               มุสลิม เป็น มุสลิม นี่คือการพูดตามความจริงเป็นที่อนุมัติ
               กาเฟร เป็น กาเฟร นี่คือการพูดตามความจริงเป็นที่อนุมัติ
               คนตกมุรตัด เป็น กาเฟร นี่คือการพูดตามความจริงเป็นที่อนุมัติ

               แต่การพูดเท็จว่า
               คนตกมุรตัด เป็น มุสลิม นี่คือเท็จเป็นการใส่ร้ายเป็นที่ต้องห้าม
               กาเฟร เป็น มุสลิม นี่คือเท็จเป็นการใส่ร้ายเป็นที่ต้องห้าม
               มุสลิม เป็น กาเฟร นี่คือเท็จเป็นการใส่ร้ายเป็นที่ต้องห้าม

               นอกจากนั้นยังมีบางท่าน ได้อ้างฮะดีษที่ท่านนบีกล่าวว่า

أَيُّمَا رَجُلٍ قَالَ لأَخِيْهِ يَا كَافِرُ فَقَدْ بَاءَ بِهَا أَحَدُهُمَا

“ผู้ใดกล่าวแก่พี่น้องของเขาว่า กาเฟร ไม่คนหนึ่งคนใดก็จะต้องรับสถานะนั้นเอง” รายงานโดยท่านอับดุลลอฮ์ อิบนิอุมัร บันทึกโดยท่านอิหม่ามบุคคอรี ฮะดีษเลขที่ 5639

               ความไม่เข้าใจจากฮะดีษบทข้างต้นนี้กระมัง ที่ทำให้หลายคนไม่กล้าที่จะชี้สถานะ ทั้งๆที่รู้อยู่เต็มอกว่า พฤติกรรมของเขาคือกาเฟร จึงอยากทำความเข้าใจว่า ในฮะดีษบทนี้ท่านนบีได้ใช้คำว่า กล่าวแก่พี่น้องของเขา ซึ่งหมายถึงพี่น้องร่วมศาสนาที่ยังคงสถานะการเป็นมุสลิมอยู่ ซึ่งการกล่าวประณามพี่น้องมุสลิมด้วยข้อหากาเฟรนี้เป็นที่ต้องห้ามโดยไม่มีข้อขัดแย้ง

               แต่เหตุการณ์ข้างต้นที่ท่านอบูบักร์จัดทัพไปกำราบผู้ปฏิเสธซะกาตก็ดี หรือการที่ท่านอับดุลลอฮ์ อิบนิอุมัร ฮุก่มกลุ่มก็อดรียะห์ ที่ปฏิเสธเรื่องการกำหนดสภาวการณ์ของอัลลอฮ์ก็ดี มิได้เป็นการละเมิดคำสั่งของท่านรอซูล เพราะคนเหล่านั้นไม่ใช่พี่น้องร่วมศาสนา แต่พวกเขาได้สิ้นสภาพจากการเป็นมุสลิมแล้ว และในทางตรงกันข้าม การรับรองผู้ที่สิ้นสภาพจากการเป็นมุสลิมด้วยคำว่ามุสลิมนั้นก็เป็นอันตรายอย่างใหญ่หลวงมิใช่หรือ


               ลุกขึ้นเถิดพี่น้องทั้งหลาย ช่วยกันปกป้องศาสนาของเรา ให้เป็นมรดกอันบริสุทธิ์และล่ำค่าแก่ลูกหลานเรา เหมือนดังที่บรรพชนของเราได้สละชีวิตและทรัพย์สินปกป้องรักษาไว้ให้เรามาแล้ว

               อย่าให้กะลิมะห์ชะฮาดะห์ ของผู้ใดมาล่อลวงเราให้ออกจากอิสลามเลย










สงวนลิขสิทธิ์โดย © อ.ฟารีด เฟ็นดี้ All Right Reserved.

ติดประกาศ: 2006-12-08 (8660 ครั้ง)

[ ย้อนกลับ ]