ค้นหา  ·  หัวข้อเรื่อง  ·  เข้าระบบ  ·  เผยแพร่เรื่อง
                      สมัครสมาชิก  

หนังสือใหม่

ผลงานล่าสุด
ของ อ.ฟารีด เฟ็นดี้


อีซีกุโบร์



พิธีกรรมยอดฮิตติดอันดับของเมืองไทย อิซีกุโบร์ พิธีกรรมเซ่นสังเวยดวงวิญญาณ วิเคราะห์เจาะลึกถึงที่มาพร้อมวิเคราะห์หลักฐาน คนกินข้าว ผีกินบุญ จริงหรือ ?

อุศ็อลลี



เหนียตและการตะลัฟฟุซแตกต่างกันอย่างไร แสดงที่มาของการกล่าวอุศ็อลลี แจงเหตุที่มาและบทวิเคราะห์ทางวิชาการ

ซัยยิดินา



การเพิ่มซัยยิดินาในศอลาวาต เป็นฮะดีษศอเฮียะห์จริงหรือ แจงเหตุที่มาและบทวิเคราะห์ทางวิชาการ

การยกมือตั๊กบีร
ระหว่างสองสุญูด




การยกมือตั๊กบีรระหว่างสองสุญูด เป็นซุนนะห์จริงหรือ วิเคราะห์หลักฐานที่กล่าวกันว่าท่านนบีกระทำเป็นบางครั้งจริงหรือไม่

วะบิฮัมดิฮี



หลักฐานการอ่านวะบิฮัมดิฮีในรุกัวอ์และสุญูดถูกต้องหรือ เชคอัลบานีว่าเป็นฮะดีษ ศอเฮียะห์จริงหรือไม่ พิสูจน์หลักฐานตามศาสตร์ของฮะดีษ เพื่อคุณจะได้มีคำตอบแก่ตัวเอ

วาญิบต้องศอลาวาต
ในตะชะฮุดแรกหรือ




ชี้แจงมุมมองของเชคอัลบานี ที่ตกทอดสู่เมืองไทย ถ้าไม่อ่านศอลาวาตในตะชะฮ์ฮุดแรกละหมาดใช้ไม่ได้ หากลืมก็ต้องสุญูดซะฮ์วี จริงหรือ อ่านวิเคราะห์หลักฐานทางวิชาการ เพื่อคุณจะได้มีคำตอบแก่ตัวเอง

รู้ทันชีอะฮ์



เผยกลลวงของชีอะห์ในการดึงมุสลิมออกจากอิสลาม
ตอบโต้ข้อกล่าวหา,ใส่ร้าย,ประณามศอฮาบะห์

ติดต่อและสั่งซื้อได้ที่
คุณยะอ์กู๊บ น้อยนงค์เยาว์
084 0004619


รวมวิดีโอ

>>..ดูทั้งหมด..<<


เมนูหลัก

 บริการหลัก
หน้าแรก
ถามตอบ
ติดต่อสอบถาม
แนะนำบอกต่อ
ค้นหา
แสดงสถิติ
ผลสำรวจ
ยอดฮิตติดอันดับ
 บริการสมาชิก
รายนามสมาชิก
เข้าระบบ(สมัครสมาชิก)
 บริการข่าวสาร
 บริการอื่นๆ
ดาวน์โหลด
วิดีโอบรรยาย
ห้องแสดงภาพ
ฮะดีษแปลไทย


บทความรายวิชา








วิเคราะห์ข้อขัดแย้ง

  ศอฮาบะห์กางเต้นท์อ่านอัลกุรอานบนกุโบร์หรือ
  อัลกอมะห์กับแม่
  อิสลามเปลี่ยนวันใหม่ตอนมักริบไม่ใช่เที่ยงคืน
  เฝ้ากุโบร์ไม่ฮะราม..หรือ
  วิพากษ์หลักฐานเรื่องทำกุรบานให้คนตาย
  ถือศีลอดสิบวันแรกเดือนซุ้ลฮิจญะห์เป็นฮะดีษศอเฮียะห์หรือไม่
  วันที่ 9 ซุ้ลฮิจญะห์ที่ไม่มีอะรอฟะห์
  มีหลักฐานห้ามไหม
  กล่าวเท็จต่อท่านนบีว่า ท่านอ่านอัลกุรอานในกุโบร
  วิพากษ์หลักฐานการอ่านอัลกุรอานที่กุโบร์ ตอนที่ 3 คำรายงานที่ถูกต้องจากอิบนิอุมัร

[ดูเรื่องทั้งหมด]

บทความทั่วไป

  ทำบุญประเทศ
  เมื่อโลกหยุดหมุน
  ผีแม่ซื้อ
  ประเพณีการแต่งงานของมุสลิมภาคใต้
  อาซูรอ 10 มุฮัรรอม กับตำนานกวนซุฆอ
  เมาตาคือใคร
  ...ทาส... ตอนที่ 2
  ...ทาส... ตอนที่ 1
  เผยอะกีดะห์กลุ่มดะอ์วะห์ ตอนที่ 2
  เผยอะกีดะห์กลุ่มดะอ์วะห์ ตอนที่ 1

[ดูเรื่องทั้งหมด]

เหมือนหรือต่าง

ภาพเปรียบเทียบระหว่างพิธีการทรมานตนเองของชาวชีอะฮ์ อิหม่าม 12 ในวันที่ 10 มุฮัรรอมของทุกปี กับม้าทรงของศาลเจ้าสามกอง ในงานประจำปี จ.ภูเก็ต


ชีอะฮ์อิหม่ามสิบสอง

ม้าทรงศาลเจ้าสามกอง

ชีอะฮ์อิหม่ามสิบสอง

ม้าทรงศาลเจ้าสามกอง

ชีอะฮ์อิหม่ามสิบสอง


เวบลิ้งค์

มรดกอิสลาม
อัซซุนนะห์
ซุนนะห์ไซเบอร์
ชมรมวะรอซะตุซซุนนะฮฺ แนวร่วมมุสลิมต่อต้านรอฟิเฏาะ - ร่วมต่อต้านวันนี้ หรือจะรอให้สายเกินไป



ฮะดีษซะก่อลัยน์..สิ่งหนักทั้งสอง





           สิ่งที่ท่านต้องระวังคือการเสพยาพิษจากชาวชีอะฮ์ ที่พวกเขานำเอาฮะดีษจากบันทึกของชาวซุนนะห์มานำเสนอ ในลักษณะตัดต่อข้อความ เพื่อให้ข้ออ้างของพวกเขาดูสมจริง พวกเขาใช้วิธีบิดเบือนความหมาย เพื่อให้สอดคล้องกับอุดมการณ์ของลัทธิชีอะฮ์ เช่นการตัดทอนฮะดีษที่เรานำมาวิพากษ์กัน ณ.ที่นี้คือ



             ชีอะฮ์นำเสนอฮะดีษจากบันทึกของท่านอิหม่ามมุสลิม ที่รายงานโดยท่านเซด อิบนุอัรกอมว่า


 قَامَ رَسُوْلُ اللهِ صَلى اللهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ يَوْمًا فِيْنَا خَطِيْبًا بِمَاءٍ يُدْعَى خُمًّا بَيْنَ مَكَّةَ وَالمَدِيْنَةِ  فَحَمِدَ اللهَ وَاثْنَى عَليْهِ وَوَعَظَ وَذَكَّرَ ثُمَّ قَالَ أمَّا بَعْدُ ألا أيُّهَا النَاسُ فَاِنَّمَا أنَا بَشَرٌ يُوْشك أنْ يَأتِيَ رَسُوْلُ رَبِّيْ فَأُجِيْبَ وَأنَا تَارِكٌ فِيْكُمْ ثَقَلَيْنِ أوَّلُهُمَا كِتَابُ اللهِ فِيْهِ الهُدَى وَالنُوْرُ فَخُذُوا بِكِتَابِ اللهِ واسْتَمْسِكُوا بِهِ فَحَثَّ عَلى كِتَابِ اللهِ وَرَغَّبَ فِيْهِ ثُمَّ قَالَ أهْلُ بَيْتِي أُذَكِّرُكُمُ اللهَ فِي أهْلِ بَيْتِي أُذَكِّرُكُمُ اللهَ فِي أهْلِ بَيْتِي أُذَكِّرُكُمُ اللهَ فِي أهْلِ بَيْتِي 

“ท่านรอซูลุลลอฮ์ ศ็อลล็อลลอฮุอลัยฮิวะซัลลัมได้ยืนขึ้นในวันหนึ่ง ท่ามกลางพวกเราโดยได้กล่าวสุนทรพจน์ ณ แหล่งน้ำแห่งหนึ่ง ชื่อคุมส์  อยู่ระหว่างมักกะห์ กับมะดีนะห์ ท่านได้กล่าวคำสรรเสริญพระองค์อัลลอฮ์ และได้ถวายคำเยินยอแก่พระองค์ และท่านได้สั่งสอนและตักเตือน จากนั้นท่านได้กล่าวว่า อนึ่ง...ประชาชนทั้งหลาย พึงทราบเถิดว่า : ความจริงข้าพเจ้าเป็นมนุษย์คนหนึ่งใกล้ถึงเวลาที่ทูตจากพระผู้อภิบาลของฉันจะมาแล้ว และฉันก็ตอบรับ ฉันได้ทิ้งไว้ในหมู่พวกท่านสองสิ่งที่หนัก สิ่งแรกคือ คัมภีร์ของอัลลอฮ์ ในนั้นมีทางนำ และมีรัศมี ฉะนั้นท่านทั้งหลายจงยึดคัมภร์ของอัลลอฮ์ไว้ และจงยึดมั่นต่อคัมภีร์นั้น และท่านได้ส่งเสริมให้ปฏิบัติตามคัมภีร์ของอัลลอฮ์ และสนับสนุนให้รักคัมภีร์ จากนั้นท่านได้กล่าวว่า  และอะฮ์ลุลบัยต์ของฉัน ฉันขอตักเตือนพวกท่านด้วยอัลลอฮ์เกี่ยวกับอะฮ์ลุลบัยต์ของฉัน ฉันขอตักเตือนพวกท่านด้วยอัลลอฮ์เกี่ยวกับอะฮ์ลุลบัยต์ของฉัน ฉันขอตักเตือนพวกท่านด้วยอัลลอฮ์ในเรื่องอะฮ์ลุลบัยต์ของฉัน”  ศอเฮียะห์มุสลิม ฮะดีษเลขที่ 4425


          ข้างต้นนี้คือตัวบทฮะดีษจากศอเฮียะห์มุสลิม ซึ่งแน่นอนว่าชาวซุนนะห์ไม่สงสัยสถานภาพของฮะดีษ แต่การนำเสนอเช่นนี้เป็นกลลวงของเหล่าชีอะฮ์ที่ต้องการให้ผู้คนหลงใหลไปกับลัทธิของตน ด้วยวิธีการตัดทอนตัวบทแล้วนำเสนอ โดยอ้างว่าเป็นฮะดีษศอเฮียะห์จากตำราของชาวซุนนะห์  แต่ความเป็นจริงแล้วฮะดีษบทนี้มิใช่มีข้อความห้วนๆ ตามที่ชีอะฮ์นำมาแสดง โดยข้อความเต็มของฮะดีษมีดังนี้คือ

 عَنْ يَزِيْدِ بْنِ حَيَّانَ قَالَ انْطَلَقْتُ أنَا وَحُصَيْنُ بْنُ سَبْرَةَ  وَعُمَرُ بْنُ مُسْلِمٍ اِلى زَيْدِ بْنِ أرْقَمَ  فَلَمَّا جَلَسْنَا  اِلَيْهِ قَالَ لَهُ حُصَيْنٌ لَقَدْ لَقِيْتَ يَا زَيْدُ خَيْرًا كَثِيْرًا رَأَيْتَ رَسُوْلَ اللهِ  صَلى اللهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ وَسَمِعْتَ  حَدِيْثَهُ وَغَزَوْتَ مَعَهُ وَصَليْتَ خَلْفَهُ  لَقَدْ لَقِيْتَ يَازَيْدُ خَيْرًا كَثِيْرًا  حَدِِّثْنَا يَازَيْدُ مَا سَمِعْتَ مِنْ  رَسُوْلِ اللهِ صَلى اللهُ عَليْهِ وَسَلَّمَ  قَالَ يَا ابْنَ أخِي وَاللهِ لَقَدْ كَبِرَتْ سِنِّي وَقَدُمَ عَهْدِي وَنَسِيْتُ بَعْضَ الَّذِي كُنْتُ أَعِي مِنْ رَسُوْلِ اللهِ صَلى اللهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ  فَمَا حَدَّثْتُكُمْ فَاقْبَلُوا  وَمَا لاَ فَلاَ تُكَلِّفُوْنِيْهِ ثُمَّ قَالَ قَامَ رَسُوْلُ اللهِ صَلى اللهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ يَوْمًا فِيْنَا خَطِيْبًا بِمَاءٍ يُدْعَى خُمًّا بَيْنَ مَكَّةَ وَالمَدِيْنَةِ فَحَمِدَ اللهَ وَأثْنَى  عَلَيْهِ وَوَعَظَ وَذكَّرَ ثُمَّ قَالَ  أمَّا بَعْدُ اَلاَ أيُّهَا النَاسُ فَاِنَّمَا أَنَا بَشَرٌ يُوْشِكُ أَنْ يَأتِيَ رَسُوْلُ رَبِّي فَأُجِيْبَ  وَأنَا تَارِكٌ فِيْكُمْ ثَقَلَيْنِ أَوَّلُهُمَا كِتَابُ اللهِ فِيْهِ الهُدَى وَالنُّوْرُ فَخُذُوا بِكِتَابِ اللهِ وَاسْتَمْسِكُوا بِهِ فَحَثَّ عَلَى كِتَابِ اللهِ  وَرَغَّبَ فِيْهِ ثُمَّ قَالَ  وَأهْلُ بَيْتِي أُذَكِّرُكُمُ اللهَ فِي أهْلِ بَيْتِي  أُذَكِّرُكُمُ اللهَ فِي أهْلِ بَيْتِي  أُذَكِّرُكُمُ اللهَ فِي أهْلِ بَيْتِي فَقَالَ لَهُ حُصَيْنٌ وَمَنْ أهْلُ بَيْتِهِ يَازَيْدُ  أَلَيْسَ نِسَاؤُهُ مِنْ أهْلِ بَيْتِهِ قَالَ نِسَاؤُهُ  مِنْ أهْلِ بَيْتِهِ وَلَكِنْ أهْلُ بَيْتِهِ مَنْ حُرِمَ الصَدَقَةَ بَعْدَهُ  قَالَ وَ مَنْ هُمْ  قَالَ هُمْ آلُ عَلِيٍّ وَآلُ عَقِيْلٍ وَآلُ  

جَعْفَرٍ وَآلُ عَبَّاسٍ قَالَ كُلُّ هَؤُلاءِ حُرِمَ الصَدَقَةَ قَالَ نَعَمْ

                “ยะซีด อิบนุฮัยยาน รายงานว่า ฉันกับฮุศอยน์ อิบนุซับเราะห์ และอุมัร อิบนุมุสลิม ได้ไปหาท่านเซด อิบนุอัรกอม เมื่อพวกเราได้นั่งต่อต่อหน้าเขา, ฮุศอยน์ก็ได้กล่าวแก่เขาว่า โอ้ท่านเซดเอ๋ย ท่านได้พบกับความดีมากมาย โดยท่านได้เคยเห็น และเคยได้ยินเรื่องราวต่างๆ ท่านรอซูลุ้ลลอฮ์ ศ็อลล็อลลอฮุอลัยฮิวะซัลลัม อีกทั้งท่านยังได้เคยร่วมสมรภูมิ และละหมาดตามหลังท่านรอซูลอีกด้วย ท่านได้พบกับความดีอย่างมากมายโอ้ท่านเซดเอ๋ย ได้โปรดเล่าให้พวกเราฟังบ้างเกี่ยวเรื่องที่ท่านเคยได้ยินจากท่านรอซูล ศ็อลล็อลลอฮุอลัยฮิวะซัลลัม  เขากล่าวตอบว่า โอ้หลานเอ๋ย อายุฉันก็มากแล้ว วันเวลามันผ่านมาเนิ่นนานแล้ว และฉันก็ลืมไปบางเรื่องที่เคยจดจำจากท่านรอซูล ฉะนั้นสิ่งใดที่ฉันเล่าให้ฟังก็จงรับมันไว้ แต่สิ่งที่ไม่ได้เล่าให้ฟังก็อย่าได้อ้างถึงฉันในเรื่องนั้น  แล้วเขาก็กล่าวว่า ท่านรอซูลุ้ลลอฮ์ได้คุตบะห์แก่พวกเราในวันหนึ่งที่แหล่งน้ำซึ่งเรียกกันว่า คุมม์ อยู่ระหว่างมักกะห์กับมะดีนะห์ ซึ่งท่านเริ่มต้นด้วยการกล่าวสรรญเสริญอัลลอฮ์และขอบคุณต่อพระองค์ ท่านได้ตักเตือนและสั่งสอนพวกเรา หลังจากนั้นก็กล่าวว่า โอ้ประชาชนทั้งหลาย แท้จริงฉันก็คือปุถุชนคนหนึ่งเท่านั้น ใกล้เวลาเต็มทีที่ทูตแห่งองค์อภิบาลจะมายังฉันโดยฉันก็น้อมรับ  และฉันได้ทิ้งสิ่งหนักสองสิ่งไว้ในหมู่พวกท่าน อย่างแรกคือคัมภีร์ของอัลลอฮ์ ที่มีทั้งทางนำและรัศมี พวกเจ้าทั้งหลายจงยึดคัมภีร์ไว้ให้มั่น โดยท่านรอซูลได้รณรงค์และส่งเสริมให้ยึดอัลกุรอาน ต่อมาท่านได้กล่าวว่า อีกประการหนึ่งก็คือ วงศ์วานของฉัน ขอเตือนพวกท่านทั้งหลายให้ระลึกถึงอัลลอฮ์ เกี่ยวกับวงศ์วานของฉัน, ขอเตือนพวกท่านทั้งหลายให้ระลึกถึงอัลลอฮ์ เกี่ยวกับวงศ์วานของฉัน,  ขอเตือนพวกท่านทั้งหลายให้ระลึกถึงอัลลอฮ์ เกี่ยวกับวงศ์วานของฉัน,  ฮุศอยน์ได้ถามท่านเซดว่า แล้วใครเล่าที่เป็นวงศ์วานของท่านนบีโอ้ท่านเซดเอ๋ย บรรดาภรรยาของท่านนบีมิได้เป็นวงศ์วานของท่านนบีหรือ เขาตอบว่า บรรดาภรรยาของท่านนบีก็เป็นวงศ์วานของท่านนบีด้วย  หากแต่วงศ์วานของท่านนบีนั้นถูกห้ามรับซะกาตต่อจากนบี ฮุศอยน์ถามว่า แล้วมีใครบ้าง เขากล่าวตอบว่า พวกเขาคือ วงศ์วานของอาลี, วงศ์วานของอะกี้ล, วงศ์วานของญะอ์ฟัร และวงศ์วานของอับบาส ฮุศอยน์ถามว่า คนเหล่านี้ถูกห้ามรับซะกาตอย่างนั้นหรือ เขาตอบว่า ถูกต้องแล้ว”  บันทึกโดยอิหม่ามมุสลิม ฮะดีษเลขที่ 4425

                เมื่อได้อ่านข้อความเต็มๆ ของฮะดีษแล้ว ก็ทำให้เราประจักษ์ถึงกลลวงของชีอะฮ์ว่า พวกเขาไม่นำเสนอข้อความส่วนที่เหลือ เพราะเป็นข้อความที่ระบุว่า อะฮ์ลุ้ลบัยต์ คือวงศ์วานของท่านอาลี,วงศ์วานของท่านอับบาส,วงศ์วานของอะกีล,วงศ์วานของญะอ์ฟัร  ซึ่งเป็นหลักฐานที่สวนกับความเชื่อของชาวชีอะฮ์ที่ว่า อะฮ์ลุ้ลบัยต์คือบุคคสี่ท่านเท่านั้น คือท่านอาลี,ท่านหญิงฟาติมะห็,ท่านฮะซัน และท่านฮุเซน อย่างนี้แหละคือการตัดทอนเฉพาะข้อความที่ตัวเองต้องการแล้วนำเสนอเพื่อตบตาผู้คน

                เป็นสิ่งที่ต้องฉุกคิดว่า ฮะดีษในบทเดียวกัน จากบันทึกเดียวกัน และผู้รายงานก็เป็นคนเดียวกัน แต่ทำไมชีอะฮะฮ์ถึงรับเฉพาะท่อนแรกแล้วปฏิเสธท่อนปลาย หรือว่าชีอะฮ์ไม่ได้เชื่อทั้งหมดเพียงแต่นำเสนอเพื่อหลอกลวงผู้คนให้คล้อยหลงไปตามอุดมการณ์ของพวกเขาเท่านั้นเอง  หากแต่ชาวซุนนะห์มิได้กระทำการเยี่ยงนั้น เรายอมรับว่าท่านอาลี,ท่านหญิงฟาติมะฮ์ ท่านฮะซัน และท่านฮุเซน เป็นส่วนหนึ่งในอะฮ์ลุ้ลบัยต์ ขณะเดียวกันเราก็เชื่อว่ายังมีบุคคลอื่นๆ จากครอบครัวของท่านอาลีเอง,จากครอบครัวของท่านญะฟัร,จากครอบครัวของท่านอะกีล และจากครอบครัวของท่านอับบาส เป็นหนึ่งในอะฮ์ลุ้ลบัยต์ด้วย ตามหลักฐานต้นเดียวกันกับที่ชีอะฮ์ตัดทอนมานำเสนอนี้แหละ

                 อีกรายงานหนึ่งจากเซด อิบนุอัรกอมว่า ท่านรอซูลุ้ลลอฮ์ ศ็อลล็อลลอฮุอลัยฮิวะซัลลัมกล่าวว่า

 اِنِّي تَارِكٌ فِيْكُمْ مَا اِنْ تَمَسَّكْتُمْ بِهِ لَنْ تَضِلُّوا بَعْدِي أَحَدُهُمَا أعْظَمُ مِنَ الآخَرَ كتَابَ اللهِ حَبْلٌ مَمْدُوْدٌ مِنَ السِمَاءِ اِلىَ الأرْضِ وَعِتْرَتِي أَهْلُ بَيْتِي وَلَنْ يَتَفَرَّقَا حَتَّى يَرِدَا عَلَيَّ الحَوْضَ فَانْظُرُوا كَيْفَ تَخْلُفُوْنِي فِيْهِمَا 

แท้จริงฉันทิ้งไว้ให้พวกท่านสิ่งที่พวกท่านยึดมันไว้จะไม่หลงทางหลังจากฉัน อย่างหนึ่งใหญ่กว่าอีกอย่างหนึ่ง คือคัมภีร์ของอัลลอฮ์ที่โยงลงมาจากฟากฟ้าสู่แผ่นดิน และวงศ์วานที่เป็นญาติใกล้ชิดของฉัน ทั้งสองจะไม่แยกจากกันจนกว่าจะกลับไปหาฉันที่บ่อน้ำ ฉะนั้นจงดูเถิดว่าพวกเจ้าจะแย้งฉันในเรื่องทั้งสองอย่างไร” สุนันอัตติรมีซีย์ ฮะดีษเลขที่ 3720

                ในฮะดีษบทนี้ไม่แตกต่างจากฮะดีษข้างต้นเท่าไหร่นัก เพราะคำว่าฮะฮ์ลุ้ลบัยต์ ตามที่ระบุในฮะดีษบทนี้ก็คือวงศ์วานของท่านอาลี, วงศ์วานของท่านอะกีล, วงศ์วานของท่านญะอ์ฟัร และวงศ์วานของท่านอับบาส ตามที่ระบุไว้ข้างต้นนั่นเอง  แต่มีคำที่เพิ่มเติมมาในบทนี้คือคำว่า  عِتْرَتِي  ซึ่งมีความหมายว่า ญาติใกล้ชิด ถ้าเช่นนั้นญาติใกล้ชิดของท่านนบีทุกคนใช่ไหมที่ชีอะฮ์ยอมรับ คำตอบก็คือไม่ใช่ ญาติใกล้ชิดในที่นี้รวมถึงลูกๆของท่านนบีทุกคนใช่ไหมที่ชีอะฮ์ยอมรับ คำตอบคือไม่ใช่, และญาติใกล้ชิดของท่านนบีรวมถึงหลานของท่านนบีทุกคนใช่ไหมที่ชีอะฮ์ยอมรับ คำตอบก็คือไม่ใช่  แต่ญาติใกล้ชิดท่านนบีตามความต้องการของชีอะฮ์มีอยู่สี่คนเท่านั้น คือท่านอาลี,ท่านหญิงฟาติมะห์,ท่านฮะซัน และท่านฮุเซน ส่วนลูกของท่านนบีคนอื่นๆ เช่นท่านหญิงซัยหนับถูกที่ชีอะฮ์คัดออกไม่ให้เป็นอะฮ์ลุ้ลบัยต์ ไม่นับเป็นหนึ่งใน อิตเราะห์ เพราะเหตุใด  แม้แต่ลูกของท่านอาลีเอง ซึ่งเป็นพี่น้องร่วมพ่อกับท่านฮะซันและท่านฮุเซนก็ถูกชีอะฮ์ตัดออกไป ไม่ให้เป็นอะฮ์ลุ้ลบัยต์ ไม่นับเป็นหนึ่งใน อิตเราะห์ด้วย เพราะเหตุใด พวกเขาไม่ใช่ลูกของท่านอาลีหรือ,พวกเขาไม่ใช่หลานของท่านนบีหรือ    

                ฮะดีษบทนี้ไม่ได้บอกถึงความพิเศษของท่านอาลี,ท่านหญิงฟาติมะห์,ท่านฮะซัน และท่านฮุเซนที่เลิศเลอไปจากอะฮ์ลุลบัยต์ท่านอื่นๆ และหากชีอะฮ์นำฮะดีษบทนี้ไปเป็นหลักฐานเพื่อแสดงถึงการเป็นอิหม่ามละก็ ถ้าเช่นนั้นผู้เป็นญาติใกล้ชิดของท่านนบีทุกคนก็ต้องเป็นอิหม่ามด้วย ในเมื่อตัวบทฮะดีษยืนยันว่าอะฮ์ลุ้ลบัยต์หรือ อิตเราะห์คือ วงศ์วานของอาลี, วงศ์วานของอะกี๊ล, วงศ์วานของญะฟัร และวงศ์วานอับบาส  ถ้าเช่นนั้นฮะดีษบทนี้เป็นหลักฐานว่าจะถือตามวงศ์วานใดที่กล่าวมานี้ก็ย่อมปลอดภัยใช่หรือไม่

                แต่สิ่งที่น่าสนใจในฮะดีษบทนี้ก็คือ อะฮ์ลุ้ลบัยต์จะไม่แยกจากอัลกุรอาน  ถ้าเช่นนั้นแล้วคำสอนและการปฏิบัติที่สวนทางกับอัลกุรอานย่อมไม่ใช่คำสอนของอะฮ์ลุ้ลบัยต์ตามที่ปรากฏในฮะดีษนี้ใช่หรือไม่ ซึ่งเมื่อเราตรวจสอบทั้งความเชื่อและการปฏิบัติของลัทธิชีอะฮ์อิหม่ามสิบสองก็พบว่าทั้งความเชื่อและการปฏิบัติของพวกเขาเยอะแยะที่แยกจากอัลกุรอาน เช่น หลักการศรัทธาของพวกเขาคือ เตาฮีต, อาดิ้ล, นุบูวะฮ์, อิมามะฮ์, และกิยามะฮ์หรือมะอาด ซึ่งสวนทางกับอัลกุรอานต่อไปนี้

آمَنَ الرَّسُوْلُ بِمَا أُنْزِلَ اِلَيْهِ مِن رَّبِهِ وَالمُؤْمِنُوْنَ كُلٌّ آمَنَ بِاللهِ وَمَلائِكَتِهِ وَكُتُبِهِ وَرُسُلِهِ

รอซูลนั้นศรัทธาต่อสิ่งที่ถูกประทานลงมายังท่าน จากองค์อภิบาลของท่าน  และมุอ์มินก็ศรัทธาด้วย ทุกคนศรัทธาต่ออัลลอฮ์,ต่อบรรดามะลาอิกะห์, ต่อบรรดาคัมภีร์,และต่อบรรดารอซูล” ซูเราะห์อัลบะกอเราะห์ อายะห์ที่ 285

                เพียงอายะห์เดียวนี้ก็เป็นสิ่งที่ชี้ให้เห็นถึงแนวทางของชีอะฮ์อิหม่ามสิบสองว่า หลัการศรัทธาของพวกเขาสวนทางกับอัลกุรอานอย่างชัดเจน  และแน่นอนว่าสวนทางกับอะฮ์ลุ้ลบัยต์ด้วย เพราะฮะดีษข้างต้นได้ยืนยันแล้วว่า อะฮ์ลุ้ลบัยต์จะไม่แยกจากอัลกุรอานมิใช่หรือ

                อีกประการหนึ่งก็คือคำว่า มุอ์มินทุกคน ในอายะห์ข้างต้นนี้รวมถึงอะฮ์ลุ้ลบัยต์และผู้ที่ไม่ใช่อะฮ์ลุ้ลบัยต์ด้วย เพราะการศรัทธาของพวกเขาไม่แยกจากอัลกุรอาน แต่การศรัทธาของชีอะฮ์อิหม่ามสิบสองแยกจากอัลกุรอานและแยกจากอะฮ์ลุ้ลบัยต์ แล้วอย่างนี้ยังจะอ้างตนว่าเป็นผู้ศรัทธาอยู่อีกหรือ

                ส่วนการอ้างคำของท่านนบี ศ็อลล็อลลอฮุอลัยฮิวะซัลลัม อีกบทหนึ่งที่ว่า

 يَأيُّهَا النَاسُ اِنِّيْ قَدْ تَرَكْتُ فِيْكُمْ مَا اِنْ أَخَذْتُمْ بِهِ لَنْ تَضِلُّوا كِتَابَ اللهِ  وَعِتْرَتِيْ أهْلَ بَيْتِيْ 

โอ้ประชาชนทั้งหลาย แท้จริงฉันได้ทิ้งไว้ในหมู่พวกท่าน หากพวกท่านยึดมันไว้ก็จะไม่หลงทาง คือคัมภีร์ของอัลลอฮ์และวงศ์วานที่เป็นญาติใกล้ชิดของฉัน” สุนันอัตติรมีซีย์ ฮะดีษเลขที่ 3718

                ฮะดีษนี้ฏออีฟไม่สามารถอ้างเป็นหลักฐานได้ เนื่องจากหนึ่งในผู้รายงานชื่อ เซด อิบนุลฮะซัน อันอัลมาฏีย์ ซึ่งเป็นชาวกูฟะห์ เป็นผู้รายงานที่มีปัญหา โดยท่านอบูฮาติม อัรรอซีย์ ได้วิจารณ์ว่า ฮะดีษของเขามุงกัร และท่านอัซซะฮ์บีย์ กล่าวว่า เขาเป็นคนฏออีฟ   อย่างไรก็ตามเนื้อหาของฮะดีษบทนี้ก็สอดคล้องกับฮะดีษข้างต้น ซึ่งเราได้ทำความเข้าใจมาแล้ว

                นอกจากฮะดีษทั้งสองบทที่ให้เจริญรอยตามอะฮ์ลุ้ลบัยต์ ที่หมายถึงวงศ์วานของท่านอาลี,วงศ์วานของท่านอะกี๊ล,วงศ์วานของท่านญะอ์ฟัร และวงศ์วานของท่านอับบาสแล้ว ก็ยังมีฮะดีษศอเฮียะห์บทอื่นๆ ที่สั่งไว้ดังนี้
 
           عَن العِرْبَاضِ بْنِ سَارِيَةَ قَالَ وَعَظَنَا رَسُوْلُ اللهِ صَلى اللهُ عَليْهِ وَسَلَّمَ يَوْمًا بَعْدَ صَلاةِ الغَدَاةِ مَوْعِظَةً بَلِيْغَةً ذَرَفَتْ مِنْهَا العُيُوْنُ وَوَجِلَتْ مِنْهَا القُلُوْبُ فَقَالَ رَجُلٌ اِنَّ هَذِهِ مَوْعِظَةُ مُوَدِّعٍ فَمَاذَا تَعْهَدُ اِلَيْنَا  يَارَسُوْلَ اللهِ قَالَ أُوْصِيْكُمْ بِتَقْوَى اللهِ وَالسَمْعِ وَالطَاعَةِ وَاِنْ عَبْدٌ حَبَشِيٌّ فَاِنَّهُ مَنْ يَعِشْ مِنْكُمْ يَرَى  اِخْتِلافًا كَثِيْرًا وَاِيَّاكُمْ وَمُحْدَثَاتِ الأُمُوْرِ فَاِنَّهَا ضَلالَةٌ فَمَنْ أدْرَكَ ذَلِكَ مِنْكُمْ فَعَلَيْهِ بِسُنَّتِي وَسُنَّةِ الخُلَفَاء ِالرَاشِدِيْنَ المَهْدِيِّيْنَ عَضُّوا عَليْهَا بِالنَوَاجِذ  

อัลอิรบาฏ บินซารียะห์ รายงานว่า ท่านรอซูลุ้ลลอฮ์ ศ็อลล็อลลอฮุอลัยฮิวะซัลลัม ได้ให้ข้อเตือนแก่พวกเราในวันหนึ่งหลังจากละหมาดยามสาย (ละหมาดดุฮา) ด้วยข้อเตือนที่กินใจจนทำให้น้ำตาคลอ และหัวใจสะท้าน มีชายคนหนึ่งได้กล่าวว่า นี่คือข้อเตือนอำลา ฉะนั้นได้โปรดสั่งเสียแก่พวกเราเถิดโอ้ท่านรอซูลของอัลลอฮ์ ท่านกล่าวว่า ฉันขอสั่งเสียพวกท่านให้ยำเกรงต่ออัลลอฮ์ พร้อมทั้งเชื่อฟังและภักดี แม้ว่าผู้สั่งใช้พวกท่านจะเป็นบ่าวแห่งเอธิโอเปียก็ตาม เพราะผู้ใดในหมู่พวกท่านที่มีชีวิตอยู่ต่อจากนี้ เขาจะได้เห็นการขัดแย้งอย่างมากมาย และพวกท่านพึงระวังสิ่งใหม่ในศาสนา เพระมันคือความหลงผิด ดังนั้นผู้ใดในหมู่พวกท่านที่พบเหตุดังกล่าว ก็จำเป็นแก่เขาจะต้องยึดซุนนะห์ของฉัน และซุนนะห์ของบรรดาคอลีฟะห์ที่ปราดเปรื่องและได้รับทางนำ พวกท่านจงยึดมันด้วยฟันกราม สุนันอัตติรมีซีย์ ฮะดีษเลขที่ 2600

                 ฮะดีษบทนี้ท่านนบีชี้ให้เห็นทางรอดและปลอดภัยด้วยการยึดซุนนะห์ของท่านและซุนนะห์ของบรรดาคอลีฟะห์ต่อจากท่าน แล้วชีอะฮ์จะทำเช่นไรกับฮะดีษบทนี้ ถ้าหากชีอะฮ์ปฏิเสธ ก็เท่ากับชีอะฮ์ปฏิเสธฮะดีษศอเฮียะห์ และนั่นก็คือการปฏิเสธคำสอนของท่านนบี แล้วชีอะฮ์จะยังคงสถานภาพของมุสลิมได้อย่างไร และฮะดีษศอเฮียะห์บทต่อไปนี้เล่าชีอะฮ์จะทำเช่นไร

 عَنْ حُذَيْفَةَ قَالَ قَالَ رَسُوْلُ اللهِ صَلى اللهُ عَليْهِ وَسَلَّمَ اِقْتَدُوا بِالَّلذَيْنِ مِنْ بَعْدِي أَبِي بَكْرٍ وَعُمَرَ 

ท่านฮุซัยฟะห์รายงานว่า ท่านรอซูลุ้ลลอฮ์ ศ็อลล็อลลอฮุอลัยฮิวะซัลลัม ได้กล่าวว่า พวกท่านทั้งหลายจงปฏิบัติตามบุคคลทั้งสองต่อจากฉันคือ อบูบักร์และอุมัร” สุนันอัตติรมีซีย์ ฮะดีษเลขที่ 3595

                แน่นอนว่าชีอะฮ์ไม่ยอมรับฮะดีษศอเฮียะห์ทั้งสองบทที่กล่าวนี้  เพราะเราได้เห็นพฤติกรรมของพวกเขาที่ก่นด่าบรรดาคอลีฟะห์ โดยเฉพาะท่านอบูบักน์และท่านอุมัร ถ้าเช่นนั้นก็แสดงว่า ชีอะฮ์ยอมรับฮะดีษศอเฮียะห์บางส่วน (ที่ต้องการ) และปฏิเสธฮะดีษศอเฮียะห์บางส่วน (ที่ไม่ต้องการ) ใช่หรือหรือไม่ ซึ่งพฤติกรรมเช่นนี้ไม่ต่างอะไรกับบรรดามุนาฟีกีน (พวกหน้าไหว้หลังหลอก) และกาฟีรีน (ผู้ปฏิเสธการศรัทธา) ที่พระองค์อัลลอฮ์ได้ทรงกล่าวว่า

 اِنَّ الَّذِيْنَ يَكْفُرُوْنَ بِاللهِ وَرُسُلِهِ وَيُرِيْدُوْنَ أَن يُفَرِّقُوا بَيْنَ اللهِ وَرُسُلِهِ وَيَقُوْلُوْنَ نُؤْمِنُ بِبَعْضٍ وَنَكْفُرُ بِبَعْضٍ وَيُرِيْدُوْنَ أن يّتَّخِذُوا بَيْنَ ذَلِكَ سَبِيْلاً               

แท้จริงบรรดาผู้ปฏิเสธอัลลอฮ์และรอซูลของพระองค์ และต้องการจะแยกระหว่างอัลลอฮ์และรอซูลของพระองค์ พวกเขากล่าวว่า เราศรัทธาส่วนหนึ่งและเราปฏิเสธอีกส่วนหนึ่ง พวกเขาต้องการยึดทางหนึ่งทางใดเท่านั้น”  ซูเราะห์อันนิซาอ์ อายะห์ที่ 150

                 พฤติกรรมเยี่ยงผู้ปฏิเสธการศรัทธาของเหล่าชีอะฮ์อิหม่ามสิบสองที่กระทำอยู่นี้ ไม่ใช่แนวทางของชาวซุนนะห์ที่ถือปฏิบัติอยู่อย่างแน่นอน ด้วยการเลือกรับเฉพาะฮะดีษศอเฮียะห์บางส่วนและปฏิเสธบางส่วน หากแต่ชาวซุนนะห์ยอมรับในฮะดีษศอเฮียะห์ทั้งหมด ถ้าเช่นนั้นแล้วฮะดีษศอเฮียะห์ทั้ง 3 บทที่กล่าวมาข้างต้นขัดแย้งกันหรือไม่

                ฮะดีษที่ 1 ให้ถือปฏิบัติตามอัลกุรอานและอะฮ์ลุ้ลบัยต์

                ฮะดีษที่ 2 ให้ถือปฏิบติตามซุนนะห์ของท่านนบี และซุนนะฮ์ของบรรดาคอลีฟะห์

                ฮะดีษที่ 3 ให้ปฏิบัติตามท่านอบูบักร์ และท่านอุมัร              

                คำตอบก็คื่อ ฮะดีษศอเฮียะห์ทั้งสามบทนี้ไม่ขัดแย้งกันเลย เนื่องจากหลังจากท่านนบีเสียชีวิต ก็ไม่มีอะฮ์ลุ้ลบัยต์คนใดทรยศต่อท่านนบีแล้วตั้งแนวทางศาสนาขึ้นใหม่ โดยครอบครัววงศ์วานของท่านนบียังคงเจริญรอยตามกิตาบุลลอฮ์และซุนนะห์ ซึ่งก็เป็นแนวทางเดียวกับที่ชาวซุนนะห์ยึดถืออยู่ตราบจนปัจจุบัน หรือชีอะอ์จะปฏิเสธว่า อะฮ์ลุ้ลบัยต์ไม่ตามซุนนะห์นบี แต่มีแนวทางใหม่เป็นของตัวเองเฉพาะ ถ้าเช่นนั้นก็เท่ากับเป็นการกล่าวหาอะฮ์ลุ้ลบัยต์อย่างร้ายกาจ นอกจากนั้นบรรดาคอลีฟะห์ไม่ว่าจะเป็นท่านอบูบักร์,ท่านอุมัร,ท่านอุสมาน ก็ยังคงยึดถือกิตาบุ้ลลอฮ์และซุนนะห์เช่นเดียวกัน หากไม่เช่นนั้นแล้วท่านอาลีคงไม่ยอมให้สัตยายันต่อคอลีฟะห์ทั้งสาม ยิ่งไปกว่านั้นท่านอาลียังเป็นที่ปรึกษาให้แก่คอลีฟะห์ทั้งสามในช่วงที่ท่านทั้งสามดำรงตำแหน่งคอลีฟะห์อีกด้วย

                และคำตอบสุดท้ายของเรื่องนี้ ก็คืออัลกุรอาน ที่ได้รวมเนื้อหาของฮะดีษศอเฮียะห์ทั้งสามบทที่กล่าวมาข้างต้นไว้ด้วยกันคือ

 وَالسَا بِقُوْنَ الأوَّلُوْنَ مِنَ المُهَاجِرِيْنَ وَالأنْصَارِ وَالَّذِيْنَ اتَّبَعُوْهُمْ بِاِحْسَانٍ رَضِىَ اللهُ عَنْهُمْ وَرَضُوا  عَنْهُ وَأَعَدَّلَهُمْ جَنَّاتٍ تَجْرِيْ مِنْ تَحْتِهَا الأنْهَارُ خَالِدِيْنَ فِيْهَا أَبَدًا ذَلِكَ الفَوْزُ العَظِيْمُ  

บรรพชนรุ่นแรกจากบรรดามุฮาญีรีนและบรรดาชาวอันศอร อีกทั้งบรรดาผู้เจริญรอยตามพวกเขาเหล่านั้นด้วยดี พระองค์อัลลอฮ์พอพระทัยพวกเขา และพวกเขาก็พอใจต่อพระองค์ด้วย พระองค์ได้เตรียมไว้ให้พวกเขาแล้วซึ่งบรรดาสวนสวรรค์ที่มีแม่น้ำหลายสายไหลผ่านอยุ่เบื้อล่าง พวกเขาจะพำนักอยู่ในนั้นตลอดกาล นั่นคือชัยชนะอันยิ่งใหญ่” ซูเราะห์อัตเตาบะห์ อายะห์ที่ 100

                 การเจริญรอยตามมุฮาญีรีนและอันศอรคือทางรอดปลอดภัย ซึ่งท่านอบูบักร์,ท่านอุมัร,ท่านอุสมาน,ท่านอาลี,ท่านหญิงฟาติมะห์,ท่านฮะซัน,ท่านฮุเซน และบรรดาศอฮาบะห์คนอื่นๆ ก็อยู่ในหมู่มุฮาญีรีนและอันศอรด้วย ซึ่งอะฮ์ลุ้ลบัยต์ไม่ได้ปฏิเสธอัลกุรอาน แต่ชีอะฮ์อิหม่ามสิบสองปฏิเสธทั้งอัลกุรอาน และปฏิเสธทั้งฮะดีษศอเฮียะห์ แล้วพวกเขาตามใครกัน     









สงวนลิขสิทธิ์โดย © อ.ฟารีด เฟ็นดี้ All Right Reserved.

ติดประกาศ: 2007-02-13 (6000 ครั้ง)

[ ย้อนกลับ ]