ค้นหา  ·  หัวข้อเรื่อง  ·  เข้าระบบ  ·  เผยแพร่เรื่อง
                      สมัครสมาชิก  

หนังสือใหม่

ผลงานล่าสุด
ของ อ.ฟารีด เฟ็นดี้


อีซีกุโบร์



พิธีกรรมยอดฮิตติดอันดับของเมืองไทย อิซีกุโบร์ พิธีกรรมเซ่นสังเวยดวงวิญญาณ วิเคราะห์เจาะลึกถึงที่มาพร้อมวิเคราะห์หลักฐาน คนกินข้าว ผีกินบุญ จริงหรือ ?

อุศ็อลลี



เหนียตและการตะลัฟฟุซแตกต่างกันอย่างไร แสดงที่มาของการกล่าวอุศ็อลลี แจงเหตุที่มาและบทวิเคราะห์ทางวิชาการ

ซัยยิดินา



การเพิ่มซัยยิดินาในศอลาวาต เป็นฮะดีษศอเฮียะห์จริงหรือ แจงเหตุที่มาและบทวิเคราะห์ทางวิชาการ

การยกมือตั๊กบีร
ระหว่างสองสุญูด




การยกมือตั๊กบีรระหว่างสองสุญูด เป็นซุนนะห์จริงหรือ วิเคราะห์หลักฐานที่กล่าวกันว่าท่านนบีกระทำเป็นบางครั้งจริงหรือไม่

วะบิฮัมดิฮี



หลักฐานการอ่านวะบิฮัมดิฮีในรุกัวอ์และสุญูดถูกต้องหรือ เชคอัลบานีว่าเป็นฮะดีษ ศอเฮียะห์จริงหรือไม่ พิสูจน์หลักฐานตามศาสตร์ของฮะดีษ เพื่อคุณจะได้มีคำตอบแก่ตัวเอ

วาญิบต้องศอลาวาต
ในตะชะฮุดแรกหรือ




ชี้แจงมุมมองของเชคอัลบานี ที่ตกทอดสู่เมืองไทย ถ้าไม่อ่านศอลาวาตในตะชะฮ์ฮุดแรกละหมาดใช้ไม่ได้ หากลืมก็ต้องสุญูดซะฮ์วี จริงหรือ อ่านวิเคราะห์หลักฐานทางวิชาการ เพื่อคุณจะได้มีคำตอบแก่ตัวเอง

รู้ทันชีอะฮ์



เผยกลลวงของชีอะห์ในการดึงมุสลิมออกจากอิสลาม
ตอบโต้ข้อกล่าวหา,ใส่ร้าย,ประณามศอฮาบะห์

ติดต่อและสั่งซื้อได้ที่
คุณยะอ์กู๊บ น้อยนงค์เยาว์
084 0004619


รวมวิดีโอ

>>..ดูทั้งหมด..<<


เมนูหลัก

 บริการหลัก
หน้าแรก
ถามตอบ
ติดต่อสอบถาม
แนะนำบอกต่อ
ค้นหา
แสดงสถิติ
ผลสำรวจ
ยอดฮิตติดอันดับ
 บริการสมาชิก
รายนามสมาชิก
เข้าระบบ(สมัครสมาชิก)
 บริการข่าวสาร
 บริการอื่นๆ
ดาวน์โหลด
วิดีโอบรรยาย
ห้องแสดงภาพ
ฮะดีษแปลไทย


บทความรายวิชา








วิเคราะห์ข้อขัดแย้ง

  ศอฮาบะห์กางเต้นท์อ่านอัลกุรอานบนกุโบร์หรือ
  อัลกอมะห์กับแม่
  อิสลามเปลี่ยนวันใหม่ตอนมักริบไม่ใช่เที่ยงคืน
  เฝ้ากุโบร์ไม่ฮะราม..หรือ
  วิพากษ์หลักฐานเรื่องทำกุรบานให้คนตาย
  ถือศีลอดสิบวันแรกเดือนซุ้ลฮิจญะห์เป็นฮะดีษศอเฮียะห์หรือไม่
  วันที่ 9 ซุ้ลฮิจญะห์ที่ไม่มีอะรอฟะห์
  มีหลักฐานห้ามไหม
  กล่าวเท็จต่อท่านนบีว่า ท่านอ่านอัลกุรอานในกุโบร
  วิพากษ์หลักฐานการอ่านอัลกุรอานที่กุโบร์ ตอนที่ 3 คำรายงานที่ถูกต้องจากอิบนิอุมัร

[ดูเรื่องทั้งหมด]

บทความทั่วไป

  ทำบุญประเทศ
  เมื่อโลกหยุดหมุน
  ผีแม่ซื้อ
  ประเพณีการแต่งงานของมุสลิมภาคใต้
  อาซูรอ 10 มุฮัรรอม กับตำนานกวนซุฆอ
  เมาตาคือใคร
  ...ทาส... ตอนที่ 2
  ...ทาส... ตอนที่ 1
  เผยอะกีดะห์กลุ่มดะอ์วะห์ ตอนที่ 2
  เผยอะกีดะห์กลุ่มดะอ์วะห์ ตอนที่ 1

[ดูเรื่องทั้งหมด]

เหมือนหรือต่าง

ภาพเปรียบเทียบระหว่างพิธีการทรมานตนเองของชาวชีอะฮ์ อิหม่าม 12 ในวันที่ 10 มุฮัรรอมของทุกปี กับม้าทรงของศาลเจ้าสามกอง ในงานประจำปี จ.ภูเก็ต


ชีอะฮ์อิหม่ามสิบสอง

ม้าทรงศาลเจ้าสามกอง

ชีอะฮ์อิหม่ามสิบสอง

ม้าทรงศาลเจ้าสามกอง

ชีอะฮ์อิหม่ามสิบสอง


เวบลิ้งค์

มรดกอิสลาม
อัซซุนนะห์
ซุนนะห์ไซเบอร์
ชมรมวะรอซะตุซซุนนะฮฺ แนวร่วมมุสลิมต่อต้านรอฟิเฏาะ - ร่วมต่อต้านวันนี้ หรือจะรอให้สายเกินไป



มุบาฮะละห์





                คำว่า “มุบาฮะละห์” คือการท้าสาบานให้ประสบกับความวิบัติ


                สืบเนื่องจากเหตุการณ์ที่ท่านนบี ศ็อลล็อลลอฮุอลัยฮิวะซัลลัม ได้เผชิญหน้ากับบรรดาบาทหลวงของชาวนะศอรอ หลังจากที่สารเชิญชวนสู่อิสลามของท่านนบี ศ็อลล็อลลอฮุอลัยฮิวะซัลลัม ถูกส่งไปที่เมืองนัจญ์รอน ซึ่งเป็นเขตอิทธิพลของชาวนะศอรอ  



ด้วยนามพระเจ้าของอิบรอฮีม,อิสฮากและยะอ์กู๊บ

จากมูฮัมหมัดผู้เป็นนบีและรอซูลของอัลลอฮ์

ถึงสังฆราชแห่งนัจญ์รอนและชาวเมืองนัจญ์รอนทั้งหลาย                 

               ข้าพเจ้าส่งความสรรญเสริญพระเจ้าของอิบรอฮีม,อิสฮากและยะอ์กู๊บมายังพวกท่าน โดยข้าพเจ้าขอเชิญชวนพวกท่านสู่การสักการะต่อพระเจ้า แทนการสักการะต่อปวงบ่าว และข้าพเจ้าเชิญชวนท่านสู่การปกครองของพระเจ้าแทนการปกครองของปวงบ่าว หากพวกท่านไม่ตอบรับคำเชิญนี้ก็ต้องจ่ายภาษีคุ้มครอง และหากพวกท่านปฏิเสธข้าพเจ้าก็ขอประกาศสงคราม วัสสลาม




               หลังจากที่อบูฮาริษะห์ บินอัลกอมะห์ สังฆราชแห่งเมืองนัจญ์รอนได้รับสารที่ส่งถึงแล้ว ทำให้ต้องเรียกประชุมข้าราชบริพานและประชาราษฎร์ด่วนทันที โดยในที่ประชุมซึ่งที่ประกอบด้วยบรรดานักบวช,สมณศักดิ์ ,ผู้อุวโส,และผู้ทรงเกียรติแห่งนัจญ์รอน ซึ่งต่างก็ออกความคิดเห็นกันหลากหลาย แต่ในที่สุดก็มีมติให้ส่งคณะทูตไปเจรจา
               คณะทูตจำนวน 60 คน โดยมีพระสังฆราช อบูฮาริษะห์ บินอัลกอมะห์ ร่วมเดินทางมาด้วยพร้อมกับพระสังฆนายก “อากิ๊บ” และบาทหลวง “อัยฮัม” ทั้งสามนี้เป็นหัวหน้าคณะเจรจาโดยพวกเขาอยู่ในชุดนักบวชเต็มยศ สวมเครื่องประดับทองเหลืองอร่าม บ้างก็แบกไม้กางเขนไว้บนบ่า
               เมื่อพวกเขาเดินทางมาถึงนคนมะดีนะห์ก็มุ่งตรงไปที่มัสยิดนบีทันที ขณะนั้นเป็นเวลาอัศร์ ท่านนบีและเหล่าศอฮาบะห์ได้ละหมาดอัศริกันเรียบร้อยแล้ว พวกเขาได้ให้สลามแก่ท่านนบี แต่ท่านก็มิได้ตอบรับสลามแต่อย่างใด  ขณะนั้นเป็นเวลาสวดมนต์ของชาวนะศอรอพอดี พวกเขาจึงขอใช้มัสยิดของท่านนบีเป็นสถานที่สวดมนต์ ซึ่งสร้างความไม่พอใจให้แก่เหล่าศอฮาบะห์ แต่ท่านนบีก็อนุญาตให้พวกเขาใช้สถานที่ หลังจากพวกเขาสวดมนต์เสร็จก็ได้เริ่มเจรจาความกับท่านรอซูล ศ็อลล็อลลอฮุอลัยฮิวะซัลลัม  โดยแต่ละคนต่างก็พยายามอธิบายความเชื่อของตนเอง บ้างก็กล่าวว่า อีซาคืออัลลอฮ์,บ้างก็ว่าอีซาคือพระบุตร และบ้างก็อ้างตรีเอกานุภาพ (พระบิด-พระบุตร-พระจิต) ท่านนบีได้ฟังพวกเขาอธิบายอย่างสงบ แต่เมื่อพวกเขาพูดจบ
               ท่านนบีก็กล่าวว่า “ท่านทั้งสองจงรับอิสลามเถิด” 
               พวกเขากล่าวว่า “เรายอมรับแล้ว”
               ท่านนบีกล่าวว่า “ท่านยังไม่ได้ยอมรับหรอก จงรับรับอิสลามเถิด”
               พวกเขากล่าวว่า “เรายอมรับมาก่อนท่านเสียอีก”
               ท่านนบีกล่าวว่า “พวกท่านกล่าวเท็จ ท่านทั้งสองปิดกั้นอิสลามต่างหาก โดยท่านทั้งสองอ้างว่า อัลลอฮ์ทรงมีบุตร พวกท่านบูชาไม้กางเขน และพวกท่านก็กินหมู
               พวกเขากล่าวว่า “แล้วใครคือพ่อของอีซาละมูฮัมหมัดเอ๋ย”
               ท่านนบีนิ่งไม่ได้ตอบคำถามของพวกเขาด้วยตัวท่านเอง แต่พระองค์อัลลอฮ์ได้ประทานอัลกุรอานมาให้ท่านนบีตอบแก่พวกเขาว่า

 اِنَّ مَثَلَ عِيْسَى عِنْدَ اللهِ كَمَثَلِ آدَمَ خَلَقَهُ مِنْ تُرَابٍ ثُمَّ قَالَ لَهُ كُنْ فَيَكُوْنُ الحَقُّ مِن رَّبِّكَ فَلاَ تَكُنْ مِنَ المُمْتَرِيْنَ

“แท้จริงอีซา ณ.ที่อัลลอฮ์นั้นก็เปรียบดังอาดำที่พระองค์ทรงสร้างเขามาจากดิน แล้วประกาศิตว่า จงบังเกิดขึ้นและเขาก็บังเกิดขึ้นมา ความจริงในเรื่องของอีซามาจากองค์อภิบาลของเจ้า ฉะนั้นเจ้าอย่าเป็นหนึ่งในหมู่ผู้สงสัย”
ซูเราะห์อาลาอิมรอน อายะห์ที่ 60
 
              
               การสนทนายังยังดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง โดยที่พวกเขาไม่ยอมรับอิสลามตามคำเชิญชวนของท่านนบี พระองค์อัลลอฮ์จึงได้ประทานอายะห์ มุบาฮะละห์ มาเพื่อให้นบีประกาศสาบานกับพวกเขาว่า ขอให้ประสบกับความหายนะหากฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดกล่าวเท็จ

 อายะห์มุบาฮะละห์
 

                فَمَنْ حَاجَّكَ فِيْهِ مِنْ بَعْدِ مَا جَاءَ كَ مِنَ العِلْمِ فَقُلْ تَعَالَوا نَدْعُ أبْنَاءَ نَا وَأبْنَاءَ كُمْ وَنِسَاءَ نَا وَنِسَاءَ كُم ونساء نا ونساء كم ثم  
                                                                 فنجععل لعنت الله على الكاذبين 

ดังนั้นผู้ใดที่โต้แย้งกับเจ้าในเรื่องของอีซา หลังจากได้ที่ความรู้ได้มายังเจ้าแล้ว ก็จงประกาศเถิดมูอัมหมัดว่า พวกท่านมาพิสูจน์กันเถิด เราจะเรียกลูกๆของเราและลูกหลานของพวกเท่าน บรรดาสตรีของพวกเราและบรรดาสตรีของท่าน พร้อมทั้งตัวของเราและตัวของพวกท่าน แล้วเราก็วิงวอนขอให้ประสบกับความวิบัติ โดยเราจะขอการสาปแช่งของอัลลอฮ์ให้มีแก่บรรดาผู้โกหก” ซูเราะห์อาลาอิมรอน อายะห์ที่ 61
                 ในบันทึกฮะดีษหลายบทรายงานตรงกันว่า บาทหลวงนะศอรอต่างก็ถกเถียงกันเองว่าจะรับคำมุบาฮะละห์นี้หรือไม่ และในที่สุดพวกเขายอมรับเงื่อนไขที่จะจ่าย ญิชยะห์” ซึ่งในบันทึกของท่านอิหม่ามบุคคอรี รายงานว่า

 قَالا اِنَّا نُعْطِيْكَ مَا سَألْتَنَا وَابْعَثْ مَعَنَا رَجُلاً أَمِيْنًا وَلاَ تَبْعَثْ مَعَنَا اِلاَّ أَمِيْنًا فَقَالَ لأبْعَثَنَّ مَعَكُمْ رَجُلاً
 أَمِيْنًا حَقَّ أَمِيْنٍ فَاسْتَشْرَفَ لَهُ أصْحَابُ 
 رَسُوْلِ الله صلى
 اللهُ عَليْهِ وَسَلَّمَ فَقَالَ قُمْ يَا أبَا عُبَيْدَةَ بْنَ  الجَرَّاحِ فَلَمَّا قَامَ قَالَ رَسُوْلُ اللهِ صَلى اللهُ عَليْهِ وَسَلَّمَ  هَذَا أَمِيْنُ هَذِهِ الأُمَّة

ทั้งสองได้กล่าวว่า พวกเราจะให้ตามที่ท่านเสนอ และได้โปรดส่งคนที่ซื่อสัตย์ไปพร้อมกับพวกเรา แต่อย่าส่งผู้ใดไปกับพวกเรานอกจากผู้ที่ซื่อสัตย์เท่านั้น ท่านนบีกล่าวว่า แน่นอนเราจะส่งผู้ที่ซื่อสัตย์จริงๆไปกับพวกท่าน บรรดาศอฮาบะห์ต่างก็อยากได้รับเกีรตินี้ แต่ท่านนบีกล่าวว่า ลุกขึ้นเถิด อบูอุบัยดะห์ อิบนุลญัรรอฮ์เอ๋ย เมื่อเขาได้ลุกขึ้นยืน ท่านนบีก็กล่าวว่า นี่คือผู้ซื่อสัตย์แห่งประชาชาตินี้” ศอเฮียะห์บุคคอรี ฮะดีษเลขที่ 4029
             

               และจากเหตุการณ์ “มุบาฮะละห์”ในครั้งนี้ กลุ่มชีอะฮ์อิหม่ามสิบสองได้นำไปเป็นหลักฐานแต่งตั้งและแสดงฐานะของอิหม่าม เช่นนักวิชากการของชีอะฮ์ชื่อ อัลฮะซันบินยูซุบ อัลมุเฏาะฮ์ฮัร อัลฮุลลีย์ หรือที่รู้จักกันในนาม อัลลามะฮ์ อัลฮุลลีย์ ได้นำเอาอัลกุรอานอายะห์นี้ระบุไว้ในตำราของเขาที่มีชื่อว่า “นะฮ์ญุ้ลฮัก วะกัชฟุลศิดก์” ภายใต้สรรบันเรื่อง  เผยตำแหน่งอิหม่ามของท่านอาลี จากอัลกุรอาน เมื่อเราตามไปดูในหน้าที่ 177 ก็จะได้เห็นความโกหกปลิ้นปล้อนของนักวิชาการชีอะฮ์ผู้นี้ โดยเขาระบุไว้ในหนังสือของเขาว่า

 
                         أجمع المفسرون 2 على أن أبناء نا اشارة الى الحسن والحسين وأنفسنا اشارة الى علي عليه  السلام 
                                                         فجعله الله نفس محمد صلى الله عليه وآله 

บรรดามุฟัซซีรีนได้มีมติว่า (2) คำว่า  ลูกๆ ของพวกเรานั้นหมายถึงท่านฮะซัน และท่านฮุเซน ส่วนคำว่า ตัวของพวกเรา หมายถึงท่านอาลี อลัยฮิสสลาม โดยพระองค์อัลลอฮ์ได้ทำให้อาลีคือตัวของมูฮัมหมัด ศ็อลล็อลลอฮุอลัยฮิวะอาลีฮี”
 

                เราได้เห็นเล่ห์เพทุบายของอุลามาอ์ชีอะฮ์ด้วยการอ้างว่า บรรดามุฟัซซีรีนได้มีมติว่า” แล้วเขาใส่วงเล็บขั้นข้อความไว้เพื่อให้ไปดูฟุตโน้ตด้านล่าง

และเมื่อเราตามไปดูก็พบว่า เขาอ้างชื่อตำราหลายเล่มโดยไม่แสดงตัวบท ไม่ว่าจะเป็นศอเฮียะห์มุสลิม,มุสนัดอิหม่ามอะห์หมัด,สุนันอัตติรมีซีย์, มุสตัดร็อกของท่านอัลฮากิ, สุนันอัลบัยฮะกีย์, ตัฟซีรอัตตอบารีย์, ตัฟซีรอัลบัยฏอวีย์,อัลฟุครุดรอซีย์, และอัลกัซซาฟ เป็นต้น

                ตำราเหล่านี้ถูกนำมาอ้างจากการกล่าวของเขาที่ว่า บรรดามุฟัซซีรีนมีมติ  ซึ่งเป็นการบอกว่าเจ้าของตำราทุกเล่มที่กล่าวมามีความเห็นเป็นเอกฉันท์ ในข้อความที่เขากล่าวต่อจากวงเล็บว่า  ลูกๆ ของพวกเรานั้นหมายถึงท่านฮะซัน และท่านฮุเซน ส่วนคำว่า ตัวของพวกเรา หมายถึงท่านอาลี อลัยฮิสสลาม โดยพระองค์อัลลอฮ์ได้ทำให้อาลีคือตัวของมูฮัมหมัด ศ็อลล็อลลอฮุอลัยฮิวะอาลีฮี”

            ถ้าผู้อ่านไม่สะกิดใจและไม่ได้ติดตามไปดูตำราที่เขาอ้าง ก็จะเข้าใจไปตามข้อความที่เขาเขียน แต่ในข้อเท็จจริงแล้ว ตำราที่เขาอ้างชื่อมานั้นระบุไว้คนละประเด็นกับที่เขาอ้างคือ

لَمَّا أنْزَلَ اللهُ هَذِهِ الآيَةَ  تَعَالَوا نَدْعُ أبْنَاءَ نَا وَأبْنَاءَ كُمْ وَنِسَاءَ نَا وَنِسَاءَ كُمْ....دَعَا رَسُوْلُ اللهِ صَلى  اللهُ عَليْهِ وَسَلَّمَ عَلِيًّا وَفَاطِمَةَ
وَحَسَنًا وَحُسَيْنًا فَقَال اللهُمَّ هَؤلاءِ أهْلِيَ
“หลังจากที่พระองค์อัลลอฮ์ได้ประทานอายะห์นี้มาว่า “จงประกาศเถิดมูอัมหมัดว่า พวกท่านมาพิสูจน์กันเถิด เราจะเรียกลูกๆของเราและลูกหลานของพวกเท่าน บรรดาสตรีของพวกเราและบรรดาสตรีของท่าน” ท่านรอซูลุ้ลลอฮ์ ศ็อลล็อลลอฮุอลัยฮิวะซัลลัมได้เรียกท่านอาลี,ท่านหญิงฟาติมะห์,ท่านฮะซัน และท่านฮุเซนมา แล้วกล่าวว่า โอ้พระองค์อัลลอฮ์ พวกเขาคือครอบครัวของฉัน”

หมายเหตุ แม้เนื้อความในฮะดีษบทนี้จะกล่าวว่า ท่านอาลี,ท่านหญิงฟาติมะห์,ท่านฮะซัน และท่านฮุเซน เป็นหนึ่งในครอบครัวของท่านนบี แต่ก็ไม่ได้เป็นหลักฐานที่ขีดกรอบว่าครอบครัวของท่านมีแค่สี่ท่านนี้เท่านั้น ฉะนั้นจึงไม่ค้านกับฮะดีษในบทอื่นๆที่ว่า บรรดาภรรยาของท่าน,วงศ์วานของท่านอาลี,วงศ์วานของอะกี๊ล,วงศ์วานของญะอ์ฟัร และวงศ์วานของอับบาสก็คือหนึ่งในอะฮ์ลุ้ลบัยต์ด้วยตามที่ได้นำเสนอและทำความเข้าใจในตัวบทกันมาแล้ว
              
               ข้อความที่แสดงนี้จากสุนันอัตติรมีซีย์ ส่วนในศอเฮียะห์มุสลิม,มุสนัดอิหม่ามอะฮ์หมัด และบันทึกอื่นๆ ก็สอดคล้องกัน แต่สิ่งที่เราได้เห็นก็คือในตัวบทฮะดีษระบุว่าท่านบีเรียกท่านอาลี,ท่านหญิงฟาติมะห์,ท่านฮะซัน และท่านฮุเซนมา แต่อุลามาอ์ชีอะฮ์กลับพูดว่า “ลูกๆ ของพวกเรานั้นหมายถึงท่านฮะซัน และท่านฮุเซน ส่วนคำว่า ตัวของพวกเรา หมายถึงท่านอาลี อลัยฮิสสลาม โดยพระองค์อัลลอฮ์ได้ทำให้อาลีคือตัวของมูฮัมหมัด ศ็อลล็อลลอฮุอลัยฮิวะอาลีฮี” แล้วก็อ้างว่าพวกเขามีมติอย่างนี้  นี่คือการบิดเบือนและการแอบอ้างที่ไร้ยางอาย

                ข้ออ้างของเหล่าชีอะฮ์ที่ว่า “ตัวของพวกเราหมายถึงท่านอาลี อลัยฮิสสลาม โดยพระองค์อัลลอฮ์ได้ทำให้อาลีคือตัวของมูฮัมหมัด ศ็อลล็อลลอฮุอลัยฮิวะอาลีฮี” คำพูดนี้เป็นการบังอาจล่วงเกินท่านนบีและใส่ร้ายท่านอาลีอย่างหาที่เปรียบมิได้ ส่วนฮะดีษที่เหล่าชีอะฮ์นำมาแสดงว่า

      عَلِي مِنِّي وَأنَا مِنْهُ
 อาลีมาจากฉันและฉันก็มาจากอาลี”สุนันอิบนิมาญะห์ ฮะดีษเลขที่ 116

             ก็มิได้เป็นหลักฐานว่าท่านอาลีคือคนๆเดียวกับท่านนบี เพราะคำพูดนี้ชาวอาหรับจะใช้แสดงความเป็นเครือญาติ หรือหมายถึงบุคคลที่มีสายเลือดเดียวกัน เช่นท่านรอซูลกล่าวว่า
                                                        حُسَيْنٌ مِنِّي وَأنَا مِنْ حُسَيْنٍ
ฮุเซนมาจากฉันและฉันก็มาจากฮุเซน”  มุสนัดอิหม่ามอะห์หมัด ฮะดีษเลขที่ 16903
                                                          اِنَّ العَبَّاسَ مِنِّي وَأنَامِنْهُ 
อับบาสมาจากฉันและฉันก็มาจากอับบาส  มุสนัดอิหม่ามอะห์หมัด ฮะดีษเลขที่ 2598

               ถ้อยความเหล่านี้ล้วนแต่เป็นการแสดงถึงความเป็นเครือญาติทั้งสิ้นมิได้หมายถึงความเป็นตัวตนเป็นคนๆเดียวกัน มิเช่นนั้นแล้วเราก็ต้องกล่าวด้วยว่า คือฮุเซนคือหรือเท่ากับนบี และท่านอับบาสคือนบีหรือเท่ากับนบี ซึ่งอย่าว่าแต่ชาวซุนนะห์จะรับไม่ได้เลย ชาวชีอะฮ์เองก็รับไม่ได้เช่นกัน หรือชีอะฮ์จะยอมรับว่า ท่านอับบาสคือคนๆเดียวกับท่านนบีด้วย อย่างนี้เอาไหม
               ถึงแม้จะมีตำราบางเล่ม (ไม่ใช่ทั้งหมดที่พวกเขาอ้างเป็นมติ) เช่นในมุสตัดร๊อค กล่าวว่า คำว่า “ตัวของพวกเรา” หมายถึงท่านนบีกับท่านอาลีนั้นก็เป็นการกล่าวถึงตัวแทนของแต่ละกลุ่ม ซึ่งกลุ่มผู้ชายก็คือท่านนบีและท่านอาลี, กลุ่มเด็กก็คือท่านฮะซันและท่านฮุเซน และผู้หญิงก็คือท่านหญิงฟาติมะห์ ซึ่งเป็นการจำแนกกลุ่มในด้านเพศและวัย ไม่ใช่มีความหมายว่าเป็นคนเดียวกันอย่างที่อุลามาอ์ชีอะฮ์พยายามกล่าวอ้างว่า فجعله الله نفس محمد   ท่านอาลีคือ “นัฟซุน” หมายถึงตัวตนของท่านนบี หรือเป็นคนๆเดียวกันกับท่านนบี   มิน่าละ ! ที่ผู้รายงานฮะดีษของชีอะฮ์ที่ชื่อมูฮัมหมัด อิบนุลซาอิบ อัลกัลบีย์ จึงกล่าวว่า “ขณะที่ญิบรีลนำวะฮีย์มาถ่ายทอดให้ท่านนบีนั้น ขณะที่ท่านนบีไปเข้าห้องน้ำ ญิบรีลก็ถ่ายทอดวะฮีย์ให้กับท่านอาลีด้วย” (ดูมีซานุ้ลเอียะอ์ติดาล เล่มที่ 3 หน้าที่ 556  ) ซึ่งคำอ้างเช่นนี้เป็นสิ่งที่มุสลิมทั้งโลกไม่อาจยอมรับได้ อย่าว่าแต่คำพูดที่ว่า “อาลีคือตัวตน หรือคนๆเดียวกับท่านนบีเลย” แม้จะกล่าวว่า “ท่านอาลีเทียบเท่าท่านนบี” ก็เป็นคำพูดที่มุสลิมทั้งโลกมิอาจยอมรับได้เช่นเดียวกัน

               ถึงแม้ว่าชาวซุนนะห์จะยอมรับตัวท่านอาลีว่าเป็นบุคคลหนึ่งในครอบครัวของท่านนบีก็ตาม แต่ก็ไม่บังอาจที่จะคิดและเชื่อเลยเถิดเช่นที่เหล่าชีอะฮ์เชื่อกัน เพราะไม่ว่าจะโดยส่วนตัว,ตำแหน่ง,หน้าที่ คุณลักษณะเฉพาะของท่านนบีต่างกับกับท่านอาลีโดยสิ้นเชิง, ไม่ใช่แค่เรื่องการรับวะฮีย์ หรือการเป็นนบีเท่านั้น แต่พระองค์อัลลอฮ์ทรงมอบบัญญัติเฉพาะให้แก่ท่านนบีโดยท่านอาลีและบุคคลอื่นไม่ได้รับและไม่สามารถนำมาปฏิบัติได้ ตัวอย่างเช่นการที่ท่านนบีมีภรรยามากกว่า 4 คนในเวลาเดียวกัน หรือการที่ท่านนบีนิกะห์กับท่านหญิง ซอฟียะห์ บินติฮุยัยน์ โดยเอาการปล่อยตัวจากสถานะเชลยศึกเป็นมะฮัร ซึ่งพระองค์อัลลอฮ์ได้ทรงประทานอัลกุรอานมาบอกแก่ท่านนบีว่า

خَالِصَةً لَكَ مِنْ دُوْنِ المُؤْمِنِيْنَ 

สำหรับเจ้าโดยเฉพาะไม่เกี่ยวกับบรรดาผู้ศรัทธา” ซูเราะห์อัลฮะห์ซาบ อายะห์ที่ 50  

               และจากการตีความเลยเถิดเช่นนี้ เหล่าชีอะฮ์จึงได้เอาประเด็นนี้ไปเป็นหลักฐานแสดงสถานะของท่านอาลี ว่าเป็นบุคคลที่สูงส่งเทียบเท่าท่านนบี ฉะนั้นจึงจำเป็นต้องอยู่ในตำแหน่งอิหม่ามสูงสุด

               นอกจากนี้กลุ่มชีอะฮ์ยังได้นำเอาฮะดีษอุปโลกน์มายืนยันเพื่อแสดงถึงความประเสริฐของ ท่านอาลี,ท่านหญิงฟาติมะห์,ท่านฮะซัน และท่านฮุเซน เหนือกว่าบุคคลอื่นๆ ว่า ท่านนบีมูฮัมหมัด ศ็อลล็อลลอฮุอลัยฮิซะซัลลัม ได้กล่าวว่า

لوعلم الله تعالى أن في الأرض عبادا أكرم من علي وفاطمة والحسن والحسين لأمرني  أن أباهل بهم 

“หากอัลลอฮ์ ตะอาลารู้ว่าในโลกนี้ยังมีบ่าวที่มีเกียรติมากกว่าอาลี,ท่านหญิงฟาติมะฮ์,ท่านฮาซันและท่านฮุเซน พระองค์ก็จะทรงใช้ให้ฉันพาพวกเขาไปมุบาฮะละห์ด้วยอย่างแน่นอน”

            หาใช่ว่าชาวซุนนะห์จะไม่รักและให้เกียรติแก่ท่านอาลี,ท่านหญิงฟาติมะห์,ท่านฮะซัน และท่านฮุเซน แต่การคลั่งไคล้จนเลยเถิดทำให้เหล่าชีอะฮ์อุปโลกน์ความเท็จให้แก่ท่านรอซูล โดยอ้างว่าท่านรอซูลได้กล่าวฮะดีษบทข้างต้นนี้ไว้   แต่การแต่งสำนวนฮะดีษเท็จของพวกเขาค้านกับอะกีดะฮ์ที่เป็นคำสอนของอิสลาม นั่นคือคำว่า لوعلم الله    แปลว่า หากอัลลอฮ์รู้ว่า  ซึ่งคำพูดนี้แสดงถึงความสงสัยในความรู้ของอัลลอฮ์ว่าพระองค์อัลลอฮ์ไม่ทรงรู้ว่ามีผู้ใดอื่นอีก แต่ที่พระองค์ทรงรู้คือท่านทั้งสี่นี้เท่านั้น อัสตัฆฟิรุ้ลลอฮ์ !!!

            แม้ว่าเหล่าชีอะฮ์พยายามยกย่องท่านทั้งสี่ให้เลิศเลอเหนือมนุษย์ทั่วไป แต่พวกเขาก็ไม่สามารถปกปิดคำพูดอมตะของท่านอาลี อิบนิอบีตอลิบ ที่ได้คุตบะห์ต่อหน้ามหาชนโดยถามว่า

مَنْ خَيْرُ هَذِهِ الأُمَّةِ بَعْدَ نَبِيِّهَا فَقُلْتُ أَنْتَ يَا أَمِيْرَ المُؤْمِنِيْنَ قَالَ لاَ  خَيْرُهَذِهِ الأُمَّةِ بَعْدَ نَبِيِّهَا أَبُوْبَكْرٍ ثُمَّ عُمَرُ 

บุคคลใดดีที่สุดของประชาชาตินี้หลังจากท่านนบี ผู้รายงานกล่าวว่า ท่านนั่นแหละโอ้นายแห่งบรรดาผู้ศรัทธา ท่านอาลีตอบว่า ไม่ใช่  ผู้ทีดีที่สุดของประชาตินี้หลังจากท่านนบีคืออบูบักร์ และอุมัร” มุสนัดอิห่ามอะห์หมัด ฮะดีษเลขที่ 793

                 แล้วเพราะเหตุใดเล่าที่ชีอะฮ์อิหม่ามสิบสองเลยเถิด ถึงขนาดยกให้ท่านอาลีคือคนๆเดียวกับท่านนบี หรือเทียบเท่าท่านนบี อีกทั้งยังด่าประณามท่านอบูบักร์,ท่านอุมัร และกล่าวหาบรรดาศอฮาบะห์ตกมุรตัดทั้งหมดเหลืออยู่เพียงสามสี่คนเท่านั้น คือท่านอบูซัรริน อัลฆิฟารีย์,ท่านมิกดาด บินอัสวัด,ท่านซัลมาน อัลฟาริซีย์ แล้วในขณะที่ท่านนบีคัดเลือกผู้ซื่อสัตย์เพื่อเป็นตัวแทนของท่านไปกับบรรดาบาดหลวงแห่งนัจญรอน ท่านได้เลือก อบูอบุยดะห์ อิบนิอัลญัรรอฮ์ แล้วกล่าวว่า นี่คือผู้ซื่อสัตย์แห่งประชาชาตินี้ ตอนนั้นท่านอาลีอยู่ที่ไหน   









สงวนลิขสิทธิ์โดย © อ.ฟารีด เฟ็นดี้ All Right Reserved.

ติดประกาศ: 2007-02-14 (5657 ครั้ง)

[ ย้อนกลับ ]